ดัชนีทุเรียนไทยดิ่ง แพ้เวียดนามทุบเศรษฐกิจวูบแสนล้าน

ทุเรียน

หลายปีที่ผ่านมา ทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจหนึ่งเดียวที่ทำรายได้ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นับจากปี 2562-2566 ทุเรียนมีมูลค่าส่งออกก้าวกระโดดจาก 45,481 เป็น 140,000 ล้านบาท “แซง” ยางพารา ซึ่งมีมูลค่าส่งออก 125,000 ล้านบาท และมันสำปะหลัง 127,000 ล้านบาทไปแล้ว

ขณะที่ในช่วง 3 เดือนแรก (มกราคม-มีนาคม) 2567 ทุเรียนสด มีการมูลค่าส่งออก 5,786 ล้านบาท เทียบกับยางพาราส่งออกได้ 42,000 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 33,000 ล้านบาท ส่วนข้าว 56,730 ล้านบาท ต้องลุ้นว่าส่งออกทุเรียนในปี 2567 จะยังคงรักษาระดับการส่งออกได้เช่นเดิมหรือไม่

ทุเรียนช่วยให้เงินสะพัดในธุรกิจเกี่ยวเนื่องถึง 9.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.2% จากปี 2566 ที่มีเม็ดเงินสะพัด 8.435 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินที่สะพัดนั้น ได้กระจายไปยัง ธุรกิจล้ง เป็นอันดับ 1 กว่า 2.80 แสนล้านบาท รองลงมาคือ เกษตรกร 2.62 แสนล้านบาท แรงงาน 1.40 แสนล้านบาท เป็นต้น

แต่ทว่าพืชเศรษฐกิจชนิดนี้ก็มีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย

DURI ดัชนีทุเรียน

นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และในฐานะที่ปรึกษาบริษัท อินเทลลิเจนท์ รีเสิร์ช คอนซัลแตนท์ (ไออาร์ซี) จำกัด เปิดเผยถึงบทวิเคราะห์ดัชนีความเสี่ยงทุเรียนไทย ปี 2567 และประเมินทุเรียนไทยใน 5 ปีข้างหน้าว่า จากการจัดทำดัชนีความเสี่ยงทุเรียนไทย หรือ Durian Risk Index (DURI) พบว่า ปี 2567 ค่าดัชนีอยู่ที่ 57 ซึ่งค่าดัชนีที่เกิน 50 หมายถึง “มีความเสี่ยงสูง” และที่สำคัญค่าดัชนี DURI ในอีก 5 ปีข้างหน้า หรือในปี 2571 ค่าดัชนีสูงถึง 63 เกินกว่า 50 อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

Advertisment

ปัจจัยเสี่ยงนี้มาจาก 7 ปัจจัย คือ 1.ภัยแล้งรุนแรง 2.เวียดนามส่งออกทุเรียนมากขึ้น 3.ต้นทุนการขนส่งทุเรียนไทยสูง 4.ล้งจีนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 5.ผลผลิตไทยมีเป็นจำนวนมาก 6.ขาดแคลนแรงงาน และ 7.คุณภาพเจอทุเรียนอ่อน

นำมาสู่ข้อสรุปที่ว่า ทุเรียนประเทศไทยมีโอกาสเสียแชมป์ ส่งออกอันดับหนึ่งในตลาดจีน ให้กับทุเรียนเวียดนามใน 3 ปีข้างหน้า เนื่องจากความเสี่ยงเรื่องคุณภาพ ต้นทุนการขนส่ง ขาดแคลนแหล่งน้ำ ที่ยังต้องได้รับการพัฒนาและสนับสนุนจากภาครัฐ

ทุเรียน

12 ปีผลผลิตพุ่ง 180%

ข้อมูลพบว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรปลูกทุเรียนอยู่ 1.5 แสนครัวเรือน เมื่อย้อนไปช่วง 12 ปี ระหว่างปี 2556 ถึงปี 2566 พื้นที่ปลูกและผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้น โดยพื้นที่ที่มีการปลูกทุเรียนเพิ่มมากสุดในปี 2566 คือ ภาคใต้ 5.47 แสนไร่ ผลผลิตอยู่ที่ 6.12 แสนตัน รองลงมาเป็น ภาคกลาง 4.18 แสนไร่ ผลผลิตอยู่ที่ 5.16 แสนตัน ทำให้ภาพรวมผลผลิตทุเรียนปัจจุบันเพิ่มจาก 5 แสนตัน เป็น 1.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 180%

Advertisment

และเป็นที่น่าสังเกตว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีการเพิ่มพื้นที่ปลูกทั้งประเทศเพิ่มขึ้น 81.7% ในช่วง 12 ปี จาก 1.3 ล้านไร่ เป็น 10.4 ล้านไร่ จึงทำให้ผลผลิต จาก 1.1 พันตัน เป็น 11 พันตัน หรือเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 1,500%

แล้ง ปัจจัยสำคัญในช่วง 5 ปี

แนวโน้มทุเรียนไทยในช่วง 5 ปีนับจากนี้ว่า “ภาวะภัยแล้ง” จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อผลผลิต

หากไม่มีการแก้ไขหรือจัดการภัยแล้งอย่างเป็นรูปธรรม คาดว่าผลผลิตในอีก 5 ปีข้างหน้า หรือในปี 2571 จะลดลง 53% จาก 1,754.4 พันตัน จะหายไป 644.2 พันตัน (6 แสนตัน) เหลือ 1,239.4 พันตัน

โดยเฉพาะในปีนี้ (2567) ภัยแล้งจะทำให้ผลผลิตทุเรียนลดลง 42% จาก 1,647 พันตัน เหลือ 1,245.2 พันตัน

10 ปีทุเรียนเวียดนาม พุ่ง 200%

ขณะที่ผลผลิตทุเรียนเวียดนามในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 200% โดยปี 2566 เวียดนามมีผลผลิตทุเรียน 8 แสนตัน เพิ่มจาก 2.7 แสนตัน โดยในปี 2557 จากพื้นที่ปลูกเกือบ 7 แสนไร่

ซึ่งพื้นที่ปลูกทุเรียนเวียดนาม 90% ปลูกในจังหวัดสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong River Delta) มีจังหวัดดั๊กลัก (Dak Lak)เป็นพื้นที่ปลูกอันดับ 1 คิดเป็น 21% หรือ 1.40 แสนไร่ ให้ผลผลิต 1.68 แสนตันของผลผลิตทั้งหมด ตามด้วยจังหวัดเตียนซาง (Tien Giang) 1.10 แสนไร่ ประมาณ 1.32 แสนตัน และเลิมด่ง (Lam Dong) 9 หมื่นไร่ ประมาณ 1.08 แสนตัน เป็นต้น

2 ปัจจัยหนุนเวียดนามแซงไทย

ปี 2567 เวียดนามส่งออกทุเรียนไปตลาดจีน 546,502 ตัน เพิ่มขึ้น 30% โดยไตรมาส 1/2567 เวียดนามส่งออกไปจีนมากกว่าไทย 105% หรือ 36,800 ตัน ส่วนไทยคาดว่าจะส่งออกไปจีนลดลง เกือบ 200,000 ตัน เหลือ 800,000 ตัน

โดยปัจจัยสำคัญมาจาก “ราคาและต้นทุน” เวียดนามต่ำกว่าไทย โดยเทียบต้นทุนการผลิตไทย ปี 2567 อยู่ที่ 40 บาทต่อ กก. เพิ่มขึ้น 10 บาทจากปี 2566 ที่มีต้นทุน 30 บาทต่อ กก. ขณะที่เวียดนามมีต้นทุนปี 2567 ที่ 19 บาทต่อ กก. เพิ่มขึ้น 4 บาทจากปี 2566 ที่มีต้นทุน 15 บาทต่อ กก. ซึ่งเทียบแล้วเฉลี่ยในสองปีนี้ ต้นทุนเวียดนามต่ำกว่าไทยราว 15-20 บาทต่อ กก.

ส่วนราคาทุเรียนไทยที่เกษตรกรขายได้ในปีนี้เฉลี่ย 150-180 บาทต่อ กก. คิดเป็นราคาขายส่ง ณ ตลาดเจียงหนาน ที่ 230-255 บาท/กก. และเป็นราคาขายปลีกที่ 270-300 บาทต่อ กก. ขณะที่ราคาที่เกษตรกรเวียดนามขายได้อยู่ที่ 130-157 บาทต่อ กก. “ถูกกว่า” เกษตรกรไทยถึง 20-37 บาทต่อ กก. โดยราคาขายส่ง ณ ตลาดเจียงหนานของเวียดนาม กก.ละ 190-220 บาท/กก. และราคาขายปีนี้ 250-270 บาทต่อ กก. ยังต่ำกว่าราคาขายปลีกของไทย 20-30 บาทต่อ กก.

โดยเฉพาะราคาทุเรียนหมอนทองของไทยปีนี้ เฉลี่ยที่ 161 บาทต่อ กก. เพิ่มขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบจากปีที่แล้วที่มีราคา 100 บาทต่อ กก.

ธุรกิจล้งเสี่ยงปิดตัว

ทั้งนี้ รูปแบบการค้าทุเรียนไทยนั้น สัดส่วน 75% เป็นการส่งออก โดยตลาดส่งออกสำคัญ 96.2% ไปในตลาดจีน ส่วนอีก 1.9% ไปตลาดมาเลเซีย และ 1.3% ไปในตลาดฮ่องกง

ขณะที่สัดส่วนอีก 15% เป็นการขายเพื่อบริโภคภายในประเทศ และ 10% เป็นการแปรรูป ทั้งนี้ จึงเห็นว่าตลาดส่งออกทุเรียนของไทยไปตลาดจีนและพึ่งพาจีนมาก ดังนั้น มองว่าไทยควรจะขยายตลาดส่งออกไปยังตลาดอเมริกา อินเดีย ยุโรป เอเชีย และอาเซียนมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงและการแข่งขันของตลาดจีน ซึ่งเส้นทางการขนส่งใกล้กว่าไทยมาก

“การคาดการณ์ ธุรกิจล้งไทยที่จะมีโอกาสปิดตัวเพิ่มขึ้น จากการเข้ามาของล้งจีน โดยระหว่างปี 2565 ถึง 2567 ล้งจีนมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 685 ราย เป็น 1,350 ราย เพิ่มขึ้น 665 ราย ในขณะที่ล้งไทยมี 25 ราย ปิดตัว 15 ราย เหลือ 10 ราย และในอนาคตคาดว่า ล้งไทยจะปิดตัวเพิ่มขึ้น เหลือไม่เกิน 5 รายจากปัจจุบัน”

สำหรับข้อเสนอแนะของ IRC ขอให้รัฐมุ่งส่งเสริมและพัฒนาทุเรียนภายใน 5 ปีข้างหน้า ให้ “ภัยแล้ง” เป็นวาระแห่งชาติ “เร่งด่วนที่สุด” เพราะภัยแล้งเป็นปัญหาหลัก ปัญหาเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องรีบจัดการและแก้ไขโดยด่วน คือ การจัดการหาและบริหารน้ำให้กับเกษตรกรทุเรียนและสินค้าเกษตรอื่น ๆ ให้มีน้ำเพียงพอตลอดทั้งปีการผลิต ไม่อย่างนั้นจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการผลิต รายได้ของเกษตรกร และราคาสินค้าที่แพงขึ้น รวมไปถึงเน้นคุณภาพ เพราะทุเรียนเวียดนามจะเป็นคู่แข่งสำคัญของทุเรียนไทยในอนาคต คาดว่าอย่างเร็วที่สุดในอีก 3 ปีข้างหน้า ทุเรียนเวียดนามจะมีผลผลิตใกล้เคียงกับไทย

ดังนั้น ไทยจึงต้องหันมาสู้ด้วยคุณภาพและมาตรฐาน เพราะหากไทยไม่สามารถรักษาพืชทุเรียนไว้ได้ แน่นอนว่าเงินสะพัดจากธุรกิจนี้เกือบแสนล้านจะต้องวูบหายไปอย่างแน่นอน