เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ปตท.รุกลงทุนธุรกิจไฟฟ้า-LNG ชูปั้น 6 อุตสาหกรรมใหม่ 2 แสนล้าน

25 ก.พ. 2562 | 07:33น.

ซีอีโอ ปตท.เปิดยุทธศาสตร์ใหม่ปรับพอร์ตเร่งลงทุนธุรกิจไฟฟ้า-ก๊าซธรรมชาติ รับเทรนด์พลังงานสะอาด อนาคตใช้น้ำมันลดลง เปิดแผนปั้น 6 ธุรกิจใหม่ New S-Curve “ไบโออีโคโนมี-สมาร์ทซิตี้-การแพทย์” ปักธงสร้างพอร์ตรายได้ธุรกิจใหม่กว่า 2 แสนล้านบาทในปี 2573 ชูโมเดลหาแนวร่วมธุรกิจทุกรูปแบบ “ร่วมทุน-ควบรวมกิจการ” จับมือวิจัยกับทั้งในและต่างประเทศ

 

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของ ปตท.ว่า แม้ว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมน้ำมันยังมีบทบาทมาก อย่างไรก็ตามจากแนวโน้มของพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้ทิศทางการลงทุนการขยายธุรกิจของ ปตท.เป็นการลงทุนในกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ

นอกจากจะมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติมากขึ้น ขณะที่ ปตท.ก็จะมีการลงทุนขยายท่อส่งก๊าซและคลัง LNG เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันรองรับได้ 5 ล้านตัน ก็จะขยายเพิ่มเป็น 11 ล้านตัน และ 19 ล้านตันในอนาคต เพราะอนาคตโรงไฟฟ้าจะใช้ก๊าซเป็นฐานพลังงานหลัก สอดคล้องกับแผน PDP 2018

ปรับพอร์ตรุกไฟฟ้า

นายชาญศิลป์กล่าวว่า สิ่งที่ ปตท.ต้องทำคือปรับพอร์ตธุรกิจ ทำให้ ปตท.ต้องเน้นขยายการลงทุนของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ซึ่งเป็นแกนนำธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. ด้วยการเข้าไปซื้อกิจการ (บมจ.โกลว์ พลังงาน) เพื่อทำโรงไฟฟ้ามากขึ้น รวมถึงต้องเน้นการสร้าง electricity value chain ในขณะที่โรงไฟฟ้าก็ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นหลักเพราะเป็นพลังงานสะอาด

นอกจากนี้ภารกิจสำคัญในขณะนี้คือโครงการสร้างศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ หรือโครงการ EECi ที่วังจันทร์วัลเลย์ รวมถึงภารกิจการประมูลแหล่งบงกช/เอราวัณ ซึ่งคงจะสามารถเซ็นสัญญาได้ในเร็ว ๆ นี้ รวมทั้งอยู่ระหว่างการทำไอพีโอ บริษัท พีทีทีโออาร์ เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ทุ่มงบฯลงทุนท่อ-คลัง LNG

สำหรับแผนลงทุนก๊าซธรรมชาติ โดยส่วนใหญ่เรื่องความมั่นคงทั้งเรื่องท่อก๊าซและคลังแอลเอ็นจี โดยในช่วง 5 ปี (2562-2566) มีแผนลงทุนเรื่องก๊าซธรรมชาติรวม 58,832 ล้านบาท ทั้งหมด 10 โครงการ ที่เริ่มดำเนินการ 4 โครงการ เช่น การลงทุนคลัง LNG ระยะที่ 2 โครงการท่อส่งก๊าซนครราชสีมา โครงการเพิ่มความดันก๊าซ 22 MW และ 25 MW

และอีก 6 โครงการกำลังจะลงทุน อาทิ โครงการติดตั้งเครื่องเพิ่มความดันก๊าซ 12 MW ที่ อ.วังน้อย โครงการปรับปรุงแท่น ERP และท่อ ERP-ขนอม รวมถึงโครงการสร้างคลัง LNG ใหม่สำหรับรับ LNG กำลังการผลิต 7.5 ล้านตันต่อปี มูลค่า 31,912 ล้านบาท เป็นต้น

สำหรับแผนการลงทุน 5 ปี ใน EEC มีทั้งหมด 11 โครงการ เม็ดเงินรวม 264,226 ล้านบาท เป็นการลงทุนของ ปตท. 4 โครงการ เกี่ยวกับศูนย์การวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ (EECi) ท่อก๊าซเส้นที่ 5 ระบบกระจายก๊าซ และบริษัทแยกก๊าซสำหรับขายในอุตสาหกรรม (MAP) รวม 22,253 ล้านบาท และบริษัทในเครือคือไทยออยล์ 2

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่นรองรับพลังงานสะอาด และการขยายท่าเทียบเรือ (jetty expansion) 131,071 ล้านบาท, บริษัท ไออาร์พีซี 2 โครงการ เกี่ยวกับพลังงานสะอาดและพาราไซคลิน รวม 49,090 ล้านบาท, บริษัท พีทีทีโกลบอล เคมีคอล 2 โครงการ ลงทุนด้านโอเลฟิน โพลิออนและพียู 29,900 ล้านบาท ต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มธุรกิจปิโตรเคมี และพีทีทีแอลเอ็นจี ลงทุนเทอร์มินอลรับ LNG มูลค่า 31,912 ล้านบาท

ชู 6 ธุรกิจใหม่แห่งอนาคต

นายชาญศิลป์กล่าวว่า สำหรับ 6 กลุ่มธุรกิจใหม่ที่เป็น new S-curve ของ ปตท.ประกอบด้วย 1.electricity value chain 2.เทคโนโลยี IoT/AI/robotic 3.life science เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ชีวภาพ การแพทย์ 4.smart material 5.ไบโอ-อีโคโนมี 6.สมาร์ทซิตี้

อย่างไรก็ตามในแง่ของการทรานส์ฟอร์มธุรกิจของ ปตท.ต้องบอกว่า การจะปรับไปสู่ธุรกิจใหม่ไปสู่สิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ต้องอาศัยการร่วมมือกับมืออาชีพ เพราะถ้าลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ไม่ถนัดเองก็จะกลายเป็นความเสี่ยง ดังนั้นจึงต้องอาศัยความร่วมมือในรูปแบบต่าง ๆ เช่น อาจเป็นการร่วมลงทุน การควบรวมกิจการ (M&A) เรียกว่าไปในทุกรูปแบบ หรือการตั้งกองทุนร่วมลงทุนกับสตาร์ตอัพต่าง ๆ การร่วมมือทำวิจัยกับหน่วยงานวิจัยทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ และการวิจัยพัฒนานวัตกรรมของภายในกลุ่ม ปตท. และการสร้างจากทีมวิจัยของ KVIS และ VISTEC

“ความร่วมมือ ปตท.อาจจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ผู้ถือหุ้นเล็กแล้วแต่ หรือบางโครงการอาจจะต่อยอดเองได้ เช่น เรื่องไบโออีโคโนมี ที่เป็นหนึ่งในนิวเอสเคิร์ฟนั้น ปตท.อาจจะทำยีสต์เอง ทำเอนไซม์เองได้ แต่ก็ต้องร่วมกับบริษัทที่ทำด้านไบโอเทคโนโลยีหรือที่ทำพืชเกษตรอื่น ๆ ปตท.ไม่ได้ไปเองทั้งหมด ในโลกวันนี้เราไม่ได้เก่งคนเดียว” นายชาญศิลป์กล่าว

โดย ปตท.กำหนดเป้าหมายไว้ว่าในปี 2573 กลุ่ม ปตท.จะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่ 10% ซึ่งอาจดูไม่มาก แต่ต้องไม่ลืมว่ายอดขายของ ปตท.ปี 2561 มากกว่า 2.3 ล้านล้านบาท 10% ก็หมายถึง 2 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมากกับการที่จะสร้างธุรกิจใหม่ให้มีรายได้มากขนาดนี้

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ถือเป็นความท้าทายที่สุดคือเรื่องการปรับโครงสร้างการทำงาน สร้างทีมคนรุ่นใหม่ขึ้นมารับช่วงต่อ เพราะขณะนี้เป็นช่วงที่ผู้บริหารหรือทีมงานยุคเบบี้บูมกำลังจะเกษียณไปจำนวนมาก ทำให้ต้องเร่งสร้างบุคลากร

ลุยธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ

นายชาญศิลป์กล่าวเพิ่มเติมว่า จากที่ปตท.เข้าไปดำเนินโครงการ EECi โดยร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ทำให้ได้มีการขยายธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อรองรับกลุ่มคนต่าง ๆ ที่เข้าไปทำงาน ทางบริษัทเอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ (EnCo) ได้เข้าไปลงทุนสร้างอาคารพักอาศัยพาณิชย์ เริ่มต้นก็เน้นกลุ่มเป้าหมายคืออาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย เป็นลักษณะหอพักขนาดประมาณ 70 ห้อง ที่มีระบบความปลอดภัยอย่างดี ใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่สำคัญอยู่ไม่ไกลจากนิคมอุตสาหกรรม และกำลังขึ้นเฟสที่สอง ส่วนเฟสที่ 3 จะพัฒนาเป็นคอมมิวนิตี้โซน มีทั้งที่พักอาศัย โรงเรียนอินเตอร์ ออฟฟิศ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นของการศึกษา เป้าหมายของการพัฒนาไม่ได้เน้นเรื่องการสร้างผลกำไรแต่เป็นการซัพพอร์ตโครงการ EECi มากกว่า

“ในแง่ของการพัฒนาอสังหาฯส่วนอื่น ๆ ยังไม่ได้ไป เพราะในส่วนธุรกิจพัฒนาอสังหาฯสำหรับ ปตท.นั้นถือว่ามาทีหลัง เมื่อเทียบกับบริษัทใหญ่ ๆ และ ปตท.ก็จะเน้นในตลาดเฉพาะของเรามากกว่า รวมถึงในการพัฒนาเป็นลักษณะสมาร์ทซิตี้”

ร่วมวงพัฒนาสถานีกลางบางซื่อ

สำหรับกรณีการร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ในการพัฒนาสถานีกลางบางซื่อ นายชาญศิลป์กล่าวว่า เนื่องจากตรงนี้เป็นพื้นที่ใกล้กับสำนักงานใหญ่ ปตท. ซึ่งมีท่อก๊าซของ ปตท.ผ่าน เบื้องต้นก็จะเข้าไปสนับสนุนในแง่สาธารณูปโภคในการทำระบบน้ำร้อน น้ำเย็น ระบบไฟฟ้า เหมือนทำระบบในศูนย์ราชการและสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งจะร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง ในส่วนที่การรถไฟร่วมกับไจก้าศึกษาว่าพื้นที่แต่ละมุมจะทำอะไรบ้าง ส่วนนี้ ปตท.ก็เข้าไปช่วยดู ว่าจะมีการเปิดประมูลหรือไม่อย่างไร ถือว่าแค่เข้าไปสนับสนุน

“ในส่วนของการพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ในสถานีกลางบางซื่อนั้นก็ขึ้นอยู่กับ ร.ฟ.ท. ว่าถ้าต้องการให้ ปตท.เข้าไปร่วมในส่วนไหน ซึ่งถ้าได้เข้าไปก็คงจะเป็นในส่วนบริษัทเอ็นโกฯ แต่ก็จะไม่ไปคนเดียว อาจจะเป็นการร่วมทุนกับ ร.ฟ.ท.ตั้งบริษัทลูกขึ้นมา หรือไปร่วมกับบริษัทอื่นที่เป็นมืออาชีพ เพราะไม่ใช่งานที่ ปตท.ถนัด ไม่สามารถไปคนเดียวได้”

จ้องเมกะโปรเจ็กต์ EEC

นอกจากนี้ซีอีโอ ปตท.กล่าวถึงความสนใจในการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์อีอีซีของรัฐบาลว่า ในส่วนของโครงการท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 ปตท.ก็ได้ยื่นประมูลไปแล้ว โดยเป็นการร่วมกับบริษัทกัลฟ์ เพื่อทำคลัง LNG และท่าเรือนำเข้าก๊าซ ซึ่งกัลฟ์เป็นผู้ใช้ขณะที่ ปตท.เป็นผู้ซัพพลาย ส่วนโครงการท่าเรือแหลมฉบังกับสนามบินอู่ตะเภา บริษัทยังไม่ได้ตัดสินใจจะเข้าร่วมประมูลหรือไม่ เพราะภาครัฐก็มีการเลื่อนการประมูลออกไป ซึ่งก็ต้องพิจารณารายละเอียด เพราะการเลื่อนแต่ละครั้งก็มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขบางอย่าง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ปตท.