ปีที่ผ่านมาธุรกิจยางพาราเผชิญความท้าทายทั้งจากความผันผวนของราคา และกระแสบริษัทยางไทยขาดสภาพคล่องจนถูกจีนฮุบซื้อหมด พอมาถึงปีนี้แม้ว่าต้นปี 2563 มีทีท่าดีขึ้นจากค่าบาทอ่อน แต่กลับต้องมาเจอปัญหาการระบาดของโควิด-19 ในตลาดจีนอีก “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล” กรรมการบริหารและประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง “บริษัท ศรีตรัง แอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)” หรือ STA ถึงทิศทางธุรกิจปีนี้ว่า
โควิด-19 ตลาดจีน
ไตรมาส 1 ยางธรรมชาติยอดขายยังทรง ๆ ถ้าเทียบกับไตรมาส 4 ถือว่าดีขึ้น เพราะลูกค้าออร์เดอร์มาตั้งแต่ พ.ย.-ธ.ค. ค่อนข้างเยอะ ที่มองว่าจะกระทบจากลูกค้าจีนก็กระทบบ้างแต่ลูกค้าจีนส่วนใหญ่ไม่มีโรงงานอยู่อู่ฮั่นจะอยู่ทางภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ ชิงเต่า ชานตง จึงไม่หนักหน่วงเหมือนอุตสาหกรรมอื่น
“มองเรื่องโควิดเป็นเรื่องระยะสั้น ใช้เวลาเร็วสุด 6 เดือนจบ หรือถ้าอย่างช้า 1 ปีจบ แต่สถานการณ์ที่เราบริหารมากว่า 1 ปี จะว่าแย่ที่สุด แต่ดีมานด์ก็ยังไม่ได้แย่ที่สุดยังมีการซื้อขายได้เป็นส่วนใหญ่”
ทิศทางราคายาง
ยังดูไม่ออก แต่ในช่วง 3 เดือนก็ไม่ได้ผันผวนเท่าปีก่อน การเคลื่อนไหวยังเป็นไปตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ปีนี้เจอแล้ง และกำลังจะเข้าช่วงหยุดกรีด แต่ต้องดีเลย์นิดหน่อยจากที่อีสานมีฝนตก พอมีน้ำเข้ามาก็ทำให้กรีดได้ ส่วนนโยบายส่งเสริมการใช้ยางภาครัฐไม่มีผลกับตลาด การจำกัดการส่งออกก็ไม่ได้นำมาใช้ปีีนี้ ส่วนการลดพื้นที่ปลูกยางพูดกันมา 10 ปีแล้ว แต่มันยากเพราะพืชเกษตรทุกตัวมีปัญหาราคา
การบริหารจัดการความเสี่ยง
เราวางแผนตามสถานการณ์ โดยลงทุนมาตั้งแต่ปี 2015 ขยายกำลังการผลิตเพิ่ม คอสต์คอนโทรลทำตั้งแต่
ปี 2017 นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยปี 2018 ก็ดีขึ้น เช่น กลางน้้ำมีแอปพลิเคชั่น “STA Friend” ซื้อยางจากชาวสวน ตอนนี้วัตถุดิบที่ได้ 70-80% จากแอปนี้ ปีนี้จะเพิ่มสมาชิกให้ได้ 10,000 คนจากปีก่อนที่มี 3-4 พันราย
ยอดขายยาง 1.4 ล้านตัน
ปี 2019 บริษัทผู้ส่งออก ผู้ค้ายางหลายรายได้รับผลกระทบ ปิดตัว ขาดสภาพคล่อง เขาจึง operate น้อยลง ซัพพลายยางจะออกมาใกล้เคียงกับปีก่อนแต่จำนวนผู้เล่นเซไป ตลาดยางปีนี้มีบริษัทที่ active จริงและมีผลต่อตลาด 4 เจ้า เมื่อจำนวนผู้เล่นลดลงมาร์เก็ตแชร์เราเพิ่ม และเรามี D/E ต่ำที่สุดในอุตสาหกรรมนี้ แบงก์ลดดอกเบี้ยและให้วงเงินกู้ให้ก็มีโอกาสมากขึ้น
แม้ว่ายางเป็นอะไรที่เหนื่อยทุกปี เพราะเป็นสินค้าที่สะวิงตลอดเวลา ถ้าปีที่แล้วเป็นจุดต่ำสุด เพราะเจอทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมยานยนต์ชะลอตัว และเทรดวอร์ ปีนี้ก็อาจจะดีกว่า
“ท่ามกลางสถานการณ์ดีมานด์ไม่ได้โตเยอะ เค้กไม่ได้ใหญ่ขึ้น แต่ส่วนแบ่งในเค้กเราจะใหญ่ขึ้น เป้าหมายยอดขายยางปีนี้ 1.3-1.4 ล้านตัน กำลังการผลิตยางเรา 2.9 ล้านตันเท่าเดิม จะไม่มีการลงทุนในโรงงานธรรมชาติอีกแล้วในช่วง 3-5 ปี คงไม่มีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นแล้ว แต่จะใช้ utilization rate เพิ่มเป็น 65-70% จากปีก่อนที่ 55%”
ส่วนต้นน้ำมีสวนยาง 50,000 ไร่ ปลูกจริง 38,000 ไร่ เริ่มกรีดได้ แต่รอให้โตหมดแล้วค่อยประเมินว่าดี
จริงไหม
ถุงมือยางโต 10-20%
เป้าหมายยอดขายถุงมือวางไว้ 28,000 ล้านชิ้น คาดว่าจะเพิ่มได้อีก 10-20% ไตรมาสแรกดีมากจากปี 2019 ก็ถือว่าดีแล้ว ปีนี้เรื่องโควิด-19 เข้ามาขับเคลื่อนดีมานด์ ความต้องการด้านการแพทย์มาก่อน และทุกอุตสาหกรรมตามมาเพราะเป็นเรื่องไฮจีนิกทั้งโรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน หรือบริษัททั่วไป ตอนนี้เรารันเต็ม 100% เป็นส่งออก 90% และในประเทศ 10% (เป็นถุงมือยางธรรมชาติ 30% และยางสังเคราะห์ 70%)
“ออร์เดอร์ดีแต่แผนเข้าตลาดของ STGT ยังเป็นไปตามที่วางไว้เดือนกรกฎาคม คาดหวังว่ารายได้จะคอนโซลิเดตกลับมาเพราะศรีตรังฯถือหุ้น 56%”
5 ปี ถุงมือ 50,000 ล้านชิ้น
ตลาดถุงมือเป็นเรดโอเชี่ยนตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ต้องปรับตัวตลอดเวลา แต่ปัจจุบันเราสามารถขยับจากอันดับ 5 เป็นอันดับ 3 ของโลกแล้ว
จากนี้เรามีแผนจะขยายตลาดเป้าหมายจาก 130 เป็น 180 ประเทศทั่วโลก หลัก ๆ ไปประเทศ สหรัฐ สหภาพยุโรป อาศัยความได้เปรียบที่ไม่ถูกตัดจีเอสพี ขณะที่มาเลเซียภาษี 3% จีนโดนหนัก 30% เป้าหมาย คือ ใน 5 ปี หรือ 2025 จะผลิตได้ 50,000 ล้านชิ้น จากปัจจุบัน 30,000 ล้านชิ้นจากโรงงาน 7 โรงงานที่ลงทุนใน 3 โลเกชั่น หาดใหญ่
ตรัง และสุราษฎร์ธานี