ธ.ก.ส.ชี้เดือน ก.พ. 65 “ข้าวเปลือกเจ้า-หมู” แนวโน้มราคาแพง

ธ.ก.ส. คาดความต้องการสินค้าจากประเทศคู่ค้าที่เพิ่มขึ้น มาตรการสนับสนุนของรัฐบาล ทำให้เดือน ก.พ. 2565 ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ “ข้าว-น้ำตาลทรายดิบ-มันสำปะหลัง-สุกร-กุ้งขาวแวนนาไม-โคเนื้อ” มีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น ด้าน “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-ปาล์มน้ำมัน-ยางพาราดิบ” มีแนวโน้มราคาปรับลดลง

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 นายสมเกียรติ กิมาวหา รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับตัวสูงขึ้น

ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคา 7,957-8,209 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.45-3.64 เนื่องจากอินเดียผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกประสบปัญหาขาดแคลนรถไฟบรรทุกสินค้า ทำให้ไม่สามารถส่งออกข้าวตามคำสั่งซื้อได้ทั้งหมด ประเทศคู่ค้าบางรายจึงเปลี่ยนมาซื้อข้าวจากไทยทดแทน ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ ราคา 11,229-11,371 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 3.00-4.30

และข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคา 8,922-9,391 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.69-5.99 เนื่องจากภาครัฐดำเนินโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2564/65 เพื่อชะลอการขายข้าวที่ออกสู่ตลาดในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับเงินบาทยังคงอ่อนค่า จึงทำให้ประเทศคู่ค้ามีความสนใจสั่งซื้อข้าวจากไทยเพิ่มขึ้น

ขณะที่น้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์ก ราคา 19.12-19.98 เซนต์/ปอนด์ (13.92-14.54 บาท/กก.) เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.16-5.71 เนื่องจากทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลดีต่อราคาเอทานอล และอาจจูงใจให้โรงงานน้ำตาลในบราซิลนำอ้อยไปผลิตเอทานอลมากกว่าน้ำตาลทราย อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยกดดันราคาน้ำตาลจากปริมาณผลผลิตอ้อยที่เพิ่มขึ้นทั้งจากอินเดียและไทย

ส่วนมันสำปะหลัง ราคา 2.27-2.34 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.44-3.54 เนื่องจากความต้องการใช้มันสำปะหลังของประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะจีนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สุกร ราคา 99.51-101.44 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.57-2.52 เนื่องจากปริมาณผลผลิตเนื้อสุกรยังคงอยู่ในระดับต่ำจากปัญหาการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever : ASF) ประกอบกับรัฐบาลควบคุมการนำเข้าเนื้อสุกรจากต่างประเทศ เพื่อป้องกันการเกิดโรคระบาด ASF อย่างไรก็ตาม ภาครัฐได้ออกคำสั่งห้ามกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาเนื้อสุกรจะถูกดำเนินคดีขั้นสูงสุด

ด้านกุ้งขาวแวนนาไม ราคา 178.78-185.12 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.44-4.01 เนื่องจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ และการกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในแบบ Test & Go อีกครั้งภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ความต้องการบริโภคกุ้งเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลผลิตกุ้งลดลงจากปัญหาต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรลดปริมาณการเลี้ยงกุ้ง

และโคเนื้อ ราคา 99.20-101.00 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.05-1.86 เนื่องจากปัญหาเนื้อสุกรราคาสูง และยังไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น ทำให้ราคาเนื้อประเภทอื่นที่เป็นสินค้าบริโภคทดแทนเนื้อสุกรมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการบริโภคเนื้อโคปรับตัวสูงขึ้น

ด้านสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคา 8.72-8.77 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.11-0.68 เนื่องจากสัญญาราคาส่งมอบข้าวสาลีปรับลดลงจากการขายออกทำกำไร จึงคาดว่าผู้ประกอบการจะนำเข้าข้าวสาลีเพื่อเป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ราคาสูง ส่งผลให้ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศลดลง ปาล์มน้ำมัน ราคา 8.64-9.03 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 13.50-17.27 เนื่องจากเดือนกุมภาพันธ์ ผลผลิตปาล์มน้ำมันรอบใหม่เริ่มทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น

ประกอบกับรัฐบาลตรึงราคาน้ำมันปาล์มเพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งผู้ประกอบการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และยางพาราแผ่นดิบชั้น 3 ราคา 50.19-51.31 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.83-3.98 เนื่องจากราคายางพาราล่วงหน้าตลาดโตเกียวมีแนวโน้มลดลง (ราคายางพาราล่วงหน้าตลาดโตเกียวส่วนหนึ่งถูกใช้เพื่อการเก็งกำไร) จากการที่นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม 2565 เพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมากกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐ

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ราคายางพารายังเคลื่อนไหวลดลงไม่มาก จากราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เพราะปริมาณความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของโลกจะกลับมาสู่ระดับใกล้เคียงหรือมากกว่าก่อนเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19