อียูชั่งน้ำหนัก ‘เครื่องมือสกัดสินค้าจีน’ หลังขาดดุลพันล้านยูโรต่อวัน
คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ซึ่งเป็นองค์กรฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป (อียู) กำลังเตรียมจัดทำเครื่องมือสร้างความหลากหลายทางคู่ค้า ซึ่งจะกำหนดให้ภาคธุรกิจต้องขยายห่วงโซ่อุปทานเพื่อไม่ให้ต้องพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงประเทศเดียว หรือทำหน้าที่เป็นกันชนป้องกันทางการค้าเพื่อบังคับให้บริษัทต่างๆ ลดการพึ่งพาแหล่งผลิตเดียวที่มีความเสี่ยง นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยังกำลังพิจารณาที่จะนำมาตรการภาษีศุลกากรแบบครอบคลุมทั้งกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector-wide tariffs) มาใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สินค้าจีนทะลักเข้าท่วมตลาด แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะใช้เครื่องมืออะไร
สหภาพยุโรปใช้นโยบายปกป้องตัวเองเปลี่ยนทิศทางการค้าจากการเปิดเสรี มาเป็นการเน้นปกป้องผลประโยชน์ ผลิตภัณฑ์ และความมั่นคงภายใน โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาและสกัดกั้นการครอบงำทางเศรษฐกิจจากประเทศจีน
“เริ่มมีความเห็นพ้องต้องกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าจำเป็นต้องมีมาตรการที่เด็ดขาดและกล้าได้กล้าเสียมากกว่านี้” โนอา บาร์กิน (Noah Barkin) ที่ปรึกษาอาวุโสจาก Rhodium Group ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษา กล่าว “แต่สิ่งที่อียูยังตกลงกันไม่ได้คือ มาตรการป้องกันดังกล่าวนั้นควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร”
สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (Eurostat) ระบุว่า สหภาพยุโรปมียอดขาดดุลการค้ากับประเทศจีนสูงถึง 3.6 แสนล้านยูโร (13 ล้านล้านบาท) ในปี 2025 โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา มูลค่าการนำเข้าสูงกว่ามูลค่าการส่งออกถึง 3.19 หมื่นล้านยูโร (1.2 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการขาดดุลที่ 1.13 พันล้านยูโรต่อวัน (ราว 38,000 ล้านบาท)
“รัฐบาลเยอรมนียังไม่ต้องการให้มีมาตรการป้องกันหรือการตั้งกำแพงภาษีในระยะสั้นนี้ และมีแนวโน้มที่จะมองในแง่ลบต่อเครื่องมือหรือมาตรการใด ๆก็ตาม ที่จะมาบังคับให้บริษัทต่าง ๆ ต้องปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของตนเอง” บาร์กินกล่าว
นักวิเคราะห์ชาวยุโรปบางส่วนมองว่า สหภาพยุโรปไม่จำเป็นต้องออกกฎระเบียบใหม่ ๆ แต่ควรบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่มีอยู่เดิมให้เข้มงวดขึ้น เช่น มาตรการปกป้องจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard measures) ซึ่งใช้เพื่อการคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในที่ได้รับความเสียหาย หรือมีแนวโน้มที่จะได้รับความเสียหายจากการนำเข้าที่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าปกติ ซึ่งเปิดทางให้ EU สามารถกำหนดโควตาเฉพาะสำหรับแต่ละผลิตภัณฑ์รวมถึงจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมได้ ซึ่งอียูเคยทำมาแล้วในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า
แซนเดอร์ ตอร์ดัวร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากศูนย์เพื่อการปฏิรูปยุโรป (Centre for European Reform : CER) สถาบันวิจัยและคลังสมองในกรุงลอนดอนมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของอียู เตือนว่า ผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดสำหรับยุโรปคือการใช้เวลาอีก 18 เดือนไปกับการสร้าง “เสือกระดาษ” ขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรปประกาศเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 หลังจากใช้เวลาสืบสวนนานร่วมปี แต่ผลกระทบของมาตรการดังกล่าวกลับถูกลดทอนหรือมีผลไม่เต็มที่จากการอ่อนค่าของเงินหยวน ประกอบกับการที่บริษัทรถยนต์จีนหันไปเน้นทำตลาดรถยนต์ไฮบริดแทน
ตอร์ดัวร์แย้งว่า ท้ายที่สุดแล้ว อียูจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ใกล้เคียงกับ “มาตรการตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ” (U.S. Trade Act Section 301) ซึ่งจะช่วยให้อียูสามารถพุ่งเป้าไปที่การบิดเบือนกลไกตลาดในระดับโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคได้ โดยกลไกนี้จะต่างจากมาตรการ Safeguard ตรงที่สามารถมุ่งเป้าเจาะจงไปที่สินค้าจากประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะได้เลย
ขณะที่คนอื่น ๆ กังวลว่าจีนยังคงเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่า ทั้งๆที่ตลาดยุโรปจะมีความสำคัญต่อจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศของจีนเองที่ย่ำแย่ ประกอบกับการต้องเผชิญกับกำแพงภาษีที่สูงขึ้นจากสหรัฐก็ตาม
โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา รัฐบาลจีนขู่ที่จะใช้มาตรการตอบโต้ หลังจากที่อียูเสนอร่างกฎหมาย กฎหมายเร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรม (Industrial Accelerator Act) ซึ่งจะบังคับให้ต้องใช้ชิ้นส่วนและวัสดุที่มีต้นกำเนิดในอียูกับผลิตภัณฑ์บางประเภท รวมถึงบังคับให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อีกด้วย
นอกจากนี้ รัฐบาลในยุโรปยังหวาดหวั่นว่า จีนอาจจะยกระดับการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare earths) และวัตถุดิบจำเป็นอื่น ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมของยุโรปต้องพึ่งพาอย่างหนัก
ท่ามกลางความเห็นที่ยังไม่ลงรอยกันเกี่ยวกับมาตรการตั้งรับทางการค้า บรรดาผู้นำยุโรปต่างเห็นพ้องให้มีการเจรจากับจีนต่อไป โดย มารอส เซฟโควิช หัวหน้าฝ่ายการค้าอียูมีกำหนดที่จะเข้าพบกับนายหวาง เหวินเถา (Wang Wentao) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน ที่กรุงบรัสเซลส์ในวันที่ 29 มิถุนายนนี้
อย่างไรก็ตาม อิวาโน ดิ คาร์โล นักวิเคราะห์นโยบายอาวุโสจากศูนย์นโยบายยุโรป (European Policy Centre) มองในแง่ร้ายว่า จีนคงจะไม่ยอมอ่อนข้อเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบทางเศรษฐกิจของตน ซึ่งเป็นสิ่งที่อียูมองว่าเป็นต้นตอของการบิดเบือนโครงสร้างทางการค้า
“จีนดูเหมือนจะเชื่อว่าเวลาอยู่ข้างพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองจากภาพเบื้องหลังความแตกแยกภายในของอียูเอง และการปรับเปลี่ยนนโยบายที่ค่อนข้างล่าช้า” เขากล่าว
ไม่ว่าในอนาคตมาตรการป้องกันและตั้งรับทางการค้าของอียูจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร บริษัทจีนพากันเรียกร้องให้บรรดาผู้นำสหภาพยุโรปดำเนินมาตรการต่าง ๆ อย่างรอบคอบและเหมาะสม โดยระบุว่าธุรกิจของตนได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญและหยั่งรากลึกในระบบนิเวศทางเศรษฐกิจของยุโรปแล้ว
สมาชิกของหอการค้าจีนประจำสหภาพยุโรป (CCCEU) กล่าวว่า บริษัทจีนได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศทางธุรกิจในยุโรปอย่างลึกซึ้งเป็นเวลาหลายปี และได้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลและพลังงานสะอาดของยุโรป มาตรการกีดกันทางการค้าจะลดทอนการแข่งขัน และในท้ายที่สุดก็จะทำลายความสามารถในการแข่งขันของยุโรปเอง นอกจากนี้ มาตรการเหล่านั้นยังไม่มีประสิทธิภาพในเชิงพาณิชย์อีกด้วย
“ความกังวลหลักก็คือ มาตรการในอนาคตควรจะยังคงมีความเหมาะสม ได้สัดส่วนตามสมควร มีหลักฐานอ้างอิงที่ชัดเจน และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอย่างแท้จริง แทนที่จะเป็นการสร้างเงื่อนไขเพื่อกีดกันประเทศใดประเทศหนึ่งโดยพฤตินัย” ผู้ผลิตเทคโนโลยีสะอาดรายหนึ่งของจีนที่ขอไม่เปิดเผยชื่อกล่าว
ท่ามกลางบรรยากาศและความรู้สึกในกลุ่มธุรกิจจีนนั้นเป็นไปอย่างระมัดระวังและเริ่มมีความไม่แน่นอนมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นตื่นตระหนกบริษัทจีนรู้ว่ากำลังต้องเผชิญกับนโยบายของสหภาพยุโรปที่มีแนวโน้มปกป้องตัวเองมากขึ้น
อ้างอิง : Nikkei Asia