ไทยนิปปอนรับเบอร์ต่อยอดผลิต “ถุงยางผสมสารสกัดกัญชง” ส่งออกสหรัฐ

กัญชง

“ไทยนิปปอนรับเบอร์” เข้าสู่อุตสาหกรรม “กัญชง กระท่อม กัญชา” ลุยธุรกิจ New S-Curve ตั้งบริษัทลูกผุดสารสกัดใส่ในถุงยางอนามัย-เจลหล่อลื่นส่งขายอเมริกา เร่งขอใบอนุญาตระดับ GMP สมุนไพรอาเซียน สกัดสารจากกัญชง-กระท่อมใช้ในอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สมุนไพร คาดปี’67 ทำรายได้จากกัญชงและกระท่อมแตะ 1,000 ล้านบาท

วันที่ 30 มีนาคม 2565 นายอมร ดารารัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TNR ผู้ผลิตถุงยางอนามัยแบรนด์ one touch เปิดเผยว่า บริษัทได้เดินหน้าขยายธุรกิจครั้งสำคัญ โดยการรุกเข้าสู่อุตสาหกรรม “กัญชง กระท่อม กัญชา” เป็นธุรกิจ New S-Curve อย่างเต็มตัว

ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ผ่านบริษัท ทีเอ็นอาร์ ไบโอไซเอินซ์ จำกัด (TNRBio) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ TNR ถือหุ้น 100% มีทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจสกัด และจำหน่ายสารสำคัญพืชสมุนไพร ซึ่งจะต่อยอดความเชี่ยวชาญจากธุรกิจหลักในปัจจุบันที่เป็นผู้ผลิตถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่น

“เราเห็นโอกาสจากรัฐบาลที่มีนโยบายผลักดันกัญชงและกระท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ในระดับต้นน้ำได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาสนับสนุนการทดสอบ วิจัย และพัฒนาสายพันธุ์กัญชงที่สามารถสกัดสาร CBD (Cannabidiol) ได้ในปริมาณสูง รวมถึงจัดตั้งจุดรับซื้อช่อดอกกัญชงและศูนย์ตรวจวัดค่าต่าง ๆ ตามมาตรฐาน”

ระดับกลางน้ำ ลงทุนตั้งโรงงานสกัดสารสำคัญจากกัญชงและกระท่อม เพื่อจำหน่ายสารสกัด CBD และ Mitragynine เพื่อนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ พร้อมกับจัดตั้งห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ (แล็บทดสอบ) เพื่อตรวจวัดระดับสารสำคัญ CBD, THC รวมไปถึงสารปนเปื้อนและโลหะหนัก ทั้งในช่อดอกกัญชงและสารสกัด รวมถึงมีแผนขอรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการตาม ISO/IEC 17025 ภายในปี 2566

และจะรุกเข้าสู่ธุรกิจระดับปลายน้ำ พัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพที่มีส่วนผสมสารสกัดจากกัญชงภายใต้แบรนด์ของบริษัทออกสู่ตลาด ส่วนแผนงานเฟสที่ 2 จะรุกเข้าสู่อุตสาหกรรมกระท่อมโดยการจำหน่ายทั้งสารสกัดและผลิตภัณฑ์ รวมถึงศึกษาการรุกอุตสาหกรรมกัญชาเพื่อขยายธุรกิจเฟสที่ 3 ในอนาคต

ปัจจุบันบริษัทได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในด้านการปลูกกับองค์กรต่าง ๆ แล้ว 3 แห่ง ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อสนับสนุนโครงการศูนย์ทดสอบ วิจัย และพัฒนากัญชงอุตสาหกรรมเป็นระยะเวลา 5 ปี 2.บริษัท เอฟจีพี (ไทยแลนด์) จำกัด เจ้าของสายพันธุ์กัญชง เพื่อสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์กัญชงมาใช้เพาะปลูกในการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์

และ 3.บริษัท ซีบีดี ไบโอไซเอนซ์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญการปลูกกัญชงในระดับอุตสาหกรรม โดยทำสัญญาคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง (Contract Farming) หรือระบบเกษตรพันธสัญญา เพื่อซื้อ-ขายช่อดอกกัญชงแห้งจากแปลงเพาะปลูกในโรงเรือนระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้น โดยมีกำหนดทยอยส่งมอบช่อดอกกัญชงแห้งให้บริษัทตั้งแต่เดือนเมษายน-ธันวาคม 2565 ขั้นต่ำ 18,000 กิโลกรัม

นอกจากนี้ทางบริษัทเตรียมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับบริษัทที่มีความสนใจในการนำตัวสารสกัดจากพืชกัญชงไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ ได้แก่ บริษัท แมคโครฟาร์ จำกัด, บริษัท สุพรีม ฟาร์มาเทค จำกัด และยังได้ บริษัท เมอราเคช จำกัด มาเป็นตัวแทนในการร่วมจัดจำหน่ายกับบริษัทอีกด้วย ในส่วนของพืชกระท่อม บริษัทเตรียมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ด้านการวิจัยพืชสมุนไพร เครื่องมือแพทย์ และอาหารทางการแพทย์ กับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

นายสุเมธ มาลิสีรังสี ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TNR กล่าวว่า ความคืบหน้าการจัดตั้งโรงงานสกัดภายในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง จังหวัดชลบุรี ใกล้กับที่ตั้งของโรงงานผลิตถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่นของ TNR ปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2565 เพื่อให้ อย.ตรวจสอบ คาดว่าเดือนมิถุนายน 2565 จะทราบผลและเริ่มเดินเครื่องจักรโรงงานสกัดได้จากแผนงานขยายธุรกิจสู่อุตสาหกรรมกัญชงและกระท่อม

ทั้งนี้ หากได้รับใบอนุญาตโรงงานสกัดจาก อย. ภายในเดือนมิถุนายนนี้ จะสามารถผลิตสารสกัดได้ภายในครึ่งปีหลัง โดยมองว่าปี 2567 ธุรกิจกัญชง กระท่อม และกัญชา จะสร้างรายได้ให้กับบริษัทประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งประเมินรายได้จากการจำหน่ายสารสกัดแบบผงและแบบสารสกัดละลายน้ำที่เป็นสินค้าหลัก (ไม่รวมรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัทและบริการทดสอบต่าง ๆ) เนื่องจากราคาขายของสารสกัด CBD แบบผงค่อนข้างสูง

นายทศพร นิลกำแหง ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TNR กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดเด่นของโรงงานสกัดคือบริษัทได้ขอใบอนุญาตตามมาตรฐาน ASEAN GMP ผลิตภัณฑ์สมุนไพร จึงสามารถสกัดสารเพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้ และสามารถส่งออกไปยังประเทศที่ได้รับรองมาตรฐานดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้มีการออกแบบโรงงานเพื่อให้รองรับการขอใบอนุญาตในระดับ GMP PIC/S ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เพื่อรองรับการสกัดสารที่ใช้ในการผลิตยาแผนปัจจุบันและแผนโบราณ

บริษัทนำเข้าเครื่องจักรที่ใช้ในการสกัดจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยประกอบด้วยเครื่องจักร 3 ชุด ได้แก่ 1.ชุดเครื่องสกัด 2.ชุดเครื่องกลั่นระเหย และ 3.ชุดเครื่องตกผลึก ซึ่งทั้งหมดทำจากวัสดุสเตนเลส สตีล ซึ่งสอดคล้องตามมาตรฐาน GMP PIC/S โดยชุดเครื่องกลั่นระเหยเป็นแบบ 3 หอกลั่น สามารถสกัดสาร CBD จากกัญชง และสารเทอร์พีนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

โดยบริษัทจะมีผลิตภัณฑ์จากพืชกัญชง 3 รูปแบบ คือ 1.น้ำมัน (CBD Distillate) 2.แบบผง (CBD Isolate) และ 3.แบบสารละลายน้ำ (Water Soluble CBD) ซึ่งเหมาะสำหรับผสมในเครื่องดื่ม โดยเครื่องจักรสามารถรองรับการสกัดช่อดอกกัญชงแห้งสูงสุด 720 กิโลกรัมต่อวัน (เดินเครื่อง 1 กะ)

ซึ่งบริษัทมีความต้องการช่อดอกกัญชงแห้งประมาณ 165,900 กิโลกรัมต่อปี เพื่อให้ได้สารสกัดแบบผงประมาณ 9,100 กิโลกรัมต่อปี รวมถึงสามารถสกัดสาร Mitragynine จากใบกระท่อมได้อีกด้วย ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้เกิดความกระปรี้กระเปร่า บรรเทาปวด และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ เป็นต้น

ในส่วนของด้านการวิจัยผลิตภัณฑ์พืชสมุนไพร เครื่องมือแพทย์ และอาหารทางการแพทย์ จากสารสกัดพืชกระท่อมทางบริษัทเตรียมทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปของบริษัทในอนาคต

รายได้หลักของ ทีเอ็นอาร์ ไบโอไซเอินซ์ จะมาจาก 2 ส่วน ส่วนแรกมาจากการจำหน่ายสารสกัด CBD จากพืชกัญชงแก่ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ เน้นสารสกัดแบบผง (CBD Isolate) และแบบสารละลายน้ำ (Water Soluble CBD) และรายได้หลักส่วนที่ 2 จะมาจากการนำสารสกัด CBD จากพืชกัญชง มาพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของบริษัท

เช่น เครื่องดื่ม และสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาโดย บริษัท เอส วี เอส อินโนเทค จำกัด และบริษัท โกพลัส เฮลธี จำกัด


คาดว่าจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2565 รวมถึงการนำสารสกัดจากกัญชงไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ถุงยางอนามัยและสารหล่อลื่นเพื่อส่งออกต่างประเทศ จากนั้นจะขยายไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสาร Mitragynine จากกระท่อม