กกร.ชี้ต้นทุนผลิตพุ่งจ่อปรับราคาสินค้า

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ศก.ไทยปี’65 ระส่ำ กกร.หั่น GDP โตได้แค่ 4%-ปรับเพิ่มเป้าเงินเฟ้อ 4.5% สูงสุดรอบ 10 ปี หวั่นต้นทุนการผลิตเอกชนพุ่ง ปรับราคาสินค้ามาแน่ วอนรัฐเลิกมาตรการ Test & Go เร่งเครื่องรายได้ภาคการท่องเที่ยว

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า กกร.ปรับประมาณอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2565 (ณ เม.ย. 65) เติบโต 2.5-4.0% ลดลงจากเดิมที่คาดจะขยายตัว 2.5-4.5% ขณะที่เงินเฟ้อปรับขึ้นเป็น 3.5-5.5% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 2.0-3.0%

โดยผลจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อและยังรุนแรง ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น อาทิ น้ำมันดิบมีโอกาสสูงเกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สินค้าเกษตรและโลกก็ปรับสูงขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งผลต่อเนื่องไปยังระดับราคาสินค้า ซึ่งเริ่มกระทบต่อความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน

“เศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน และได้รับแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงที่สุดในรอบ 10 ปี โดยคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 4.9% เป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นมากจะเป็นแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์และกำลังซื้อในประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากมีการยกเลิกมาตรการ Test & Go จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวได้มากขึ้น ช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ในยามที่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอื่น ๆ มีข้อจำกัด และจะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้เกิน 3%

นอกจากนี้ กกร.มีความเห็นว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจยังต้องการแรงกระตุ้น ภาครัฐควรพิจารณาต่ออายุโครงการคนละครึ่ง และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เพื่อช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2565”

พร้อมกันนี้ กกร.มองว่าปัจจุบัน ที่เศรษฐกิจโดยรวมได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องทุ่มเททรัพยากรเพื่อฟื้นฟูธุรกิจ และปรับตัวให้อยู่รอด อีกทั้งปัจจุบันกฎหมายลำดับรอง ยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์

และควรมีเวลาให้ทุกภาคส่วนพิจารณาทำความเข้าใจพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯนี้ด้วย เสนอให้รัฐบาลพิจารณาเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ไปก่อน ประมาณ 2 ปี เพราะจะทำให้เป็นต้นทุนที่เอกชนทุกขนาดต้องแบกรับคิดเป็นมูลค่าทั้งระบบกว่า 50,000 ล้านบาท



ด้านนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์สินค้าราคาแพงมาจากหลายส่วน ทั้งราคาน้ำมันและปัจจัยการผลิตอื่นอีกด้วย อีกทั้งหากมองดูเรื่องการผลิตแล้ว หลายสินค้าก็ยังมีต้นทุนที่ใช่จากเมื่อปีที่แล้ว

และตอนต้นปี เชื่อว่าใน Q2-3 นี้ หลายสินค้าคงต้องมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งก็ต้องดูว่าจะสามารถตรึงราคาได้นานขนาดไหน ซึ่งส่วนนี้คงไปฝืนกลไกตลาดมากไม่ได้

“กรณีที่ค่าเอฟทีจะต้องทยอยปรับขึ้นแบบขั้นบันไดไปจนถึงสิ้นปี’65 ภาคเอกชนได้ปรับแผนในส่วนนี้ มีผู้ประกอบการหลายรายปรับลดขนาด หรือเพิ่มราคาสินค้า ตามกลไกตลาดไปแล้ว แต่ที่ทางหอการค้าได้ขอความร่วมมือไปยังสมาชิกและผู้ประกอบการ เพื่อบรรเทาภาระให้ประชาชน คือพยายามไม่ผลักภาระไปผู้บริโภคทั้งหมด ในส่วนของผู้ประกอบการเอง การวางแผนการผลิต การบริหารจัดการความเสี่ยง ก็เป็นสิ่งที่ต้องเร่งเตรียมการในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนขณะนี้”

ด้าน นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ปรับประมาณการเป้าหมายเงินเฟ้อทั้งปี 2565 จากเดิมอยู่ในกรอบ 0.7-2.4% ค่ากลางอยู่ที่ 1.5% ซึ่งเป็นการตั้งเป้าเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ยังไม่มีภาวะสงคราม

แต่จากปัจจัยดังกล่าว จึงปรับประมาณการใหม่อยู่ในกรอบ 4-5% ค่ากลางอยู่ที่ 4.5% โดยมีสมมุติฐานจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 3.4-4.5% น้ำมันดิบดูไบ 90-110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 32-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

แต่ถ้าในระยะต่อไป สถานการณ์เปลี่ยนไปและดีขึ้น ก็จะมีการปรับคาดการณ์อีกครั้ง รวมไปถึงมาตรการของภาครัฐ การกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น การพยุงราคาพลังงาน และการอุดหนุนค่าสาธารณูปโภค รวมถึงสถานการณ์โควิด-19

ล่าสุด ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) เดือนมีนาคม 2565 เท่ากับ 104.79 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.73% สูงสุดในรอบ 13 ปี นับจากปี 2551 และเพิ่มขึ้น 0.66% เมื่อเทียบจากเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อไตรมาสแรกของปีนี้ (ม.ค.-มี.ค. 65) เฉลี่ยอยู่ที่ 4.75%

สาเหตุหลักมาจากสินค้าในกลุ่มพลังงานสูงขึ้น 32.43% โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น 31.43% และค่ากระแสไฟฟ้าสูงขึ้น 39.95% รวมถึงสินค้าประเภทอาหาร ได้แก่ ผักสด เพิ่ม 9.96% เนื้อสัตว์ (สุกร ไก่สด) เพิ่ม 5.74% ไข่ไก่และผลิตภัณฑ์นม เพิ่ม 6.08% เครื่องประกอบอาหาร เพิ่ม 8.16%

อาหารบริโภคในบ้าน เช่น กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวแกง ข้าวกล่อง ก๋วยเตี๋ยว เพิ่ม 6.28% และอาหารบริโภคนอกบ้าน เช่น ข้าวราดแกง อาหารตามสั่ง เพิ่ม 6.15% โดยปรับสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิตและวัตถุดิบ และยังมีสาเหตุจากฐานราคาในเดือนเดียวกันของปีก่อนอยู่ในระดับต่ำ มีส่วนทำให้เงินเฟ้อในเดือนนี้สูงขึ้น

“แนวโน้มเงินเฟ้อในเดือนเมษายน 2565 มีความเป็นไปได้ว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้น เพราะผลกระทบจากสถานการณ์สงครามเริ่มรุนแรงขึ้น และยังมีสงครามคู่ขนาน ที่หลายประเทศคว่ำบาตร รวมทั้งการปรับเพิ่มขึ้นของก๊าซหุงต้ม ที่ต้องจับตาดูว่าจะส่งผลกระทบมากน้อยเพียงใด และยังมีความผันผวนจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก ต้นทุนสินค้าหลายรายการที่สูงขึ้น


ส่วนความกังวลที่จะเกิดสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอย (stagflation) และอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นนั้น ต้องดูภาวะเศรษฐกิจในประเทศประกอบด้วย เพราะหากเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดี จากการเปิดประเทศ การมีนักท่องเที่ยวเข้ามา และการส่งออกยังเติบโต รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจมีการขับเคลื่อน และเงินเฟ้อที่สูงขึ้น มาจากต้นทุนที่สูงขึ้น กำลังซื้อยังเป็นปกติ ถือว่าไม่น่าห่วง แต่ถ้าเศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อสูง กำลังซื้อไม่มี เป็นอีกเรื่องที่จะต้องติดตาม”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ