เฟดขึ้นดอกเบี้ยกดเงินเฟ้อ ไทยยังส่งออกพุ่ง 4.5 หมื่นล้าน

ชวนล ผิวนิล

การกำราบเงินเฟ้อของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.75% สู่ระดับ 1.50-1.75% ถือเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 28 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2537

และสหรัฐยังมีแผนจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในครึ่งปีหลังอีก 1.75% จนแตะระดับ 3.4% และขยับสู่ระดับ 3.8% ในสิ้นปี 2566 แล้วจึงจะชะลอตัวสู่ระดับ 3.4% ในปี 2567 ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะปรับเข้าสู่ภาวะถดถอย (recession) ซึ่งจะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึง “ไทย” ในฐานะที่สหรัฐเป็นตลาดการค้าสำคัญอันดับต้น ๆ ของไทย

เศรษฐกิจสหรัฐโต 1.7%

“นายชวนล ผิวนิล” ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ประจำไมอามี สหรัฐอเมริกา กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เฟดคาดว่าเงินเฟ้อจะพุ่งแตะระดับ 5.2% ในสิ้นปีนี้ จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 4.3% และจะชะลอตัวสู่ระดับ 2.6% และ 2.2% ในปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ

หลังจากปรับขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐยังประเมินคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้ว่าจะขยายตัว 1.7% จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 2.8% ในเดือน มี.ค. และคาดว่าจะขยายตัว 1.7% ในปี 2566 โดยถึงแม้ว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อ

แต่สหรัฐยังมีเครื่องมือหลายอย่างซึ่งหนึ่งในนั้นคือ มาตรการ QE อัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับจากปี 2007

“QE คือการเข้าไปซื้อตราสารหนี้ของบริษัทขนาดใหญ่ หรือการที่เฟดเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลแล้วก็ปล่อยเงินออกไป เท่ากับทำให้เงินในระบบมีเพิ่มมากขึ้น ส่วนใหญ่เฟดให้เงินโดยเอาเงินนี้เข้าไปผ่านทางธนาคารหรือสถาบันการเงินขนาดใหญ่

ซึ่งสถาบันการเงินขนาดใหญ่ก็ต้องบริหารเงินตรงนี้แล้วเอาเงินเข้าไปรักษากิจการเอาไว้ รวมถึงบุคคลที่ต้องการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ๆ ด้วย เพื่อจะเอาไปใช้ไม่ว่าจะเป็นการเอาไปซื้ออสังหาริมทรัพย์”

ส่วนการทำ Quantitative Tightening : QT นั้นปกติจะเกิดขึ้นหลัง QE ซึ่งตอนนี้เฟดจะปรับลดขนาดงบดุล QT ในวงเงิน 4.75 หมื่นล้านเหรียญ/เดือน หลังจากที่ได้เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. และนับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.เฟดจะเพิ่มวงเงินในการลดขนาดงบดุลเป็น 2 เท่า สู่ระดับ 9.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/เดือน

จับตาเอฟเฟ็กต์หลัง 6 เดือน

ก่อนจะขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐทำ QE มาแล้วระยะหนึ่ง จึงมีเงินจากสภาพคล่องส่วนเกินอยู่ในระบบพอสมควร ซึ่งจะทำให้ประชาชนใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ เพิ่มกำลังซื้อในสิ่งที่จำเป็นต่อตัวไลฟ์สไตล์เขา ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์บ้าน การซ่อมแซมบ้านในช่วงนี้เพราะดอกเบี้ยถูก

แต่พอเฟดเห็นแล้วว่าเศรษฐกิจร้อนแรงจากราคาสินค้าสูงขึ้น อาจทำให้คนชะลอการใช้จ่ายลง แต่ไม่ได้หมายความว่าเงินในระบบจะถูกดึงออกไปอย่างรวดเร็วทันที แต่อาจใช้เวลาช่วงสั้น ๆ ประมาณ 6 เดือนหลัง หรือประมาณต้นปี 2566 จึงจะเห็นผล



ดังนั้น ประชาชนที่ยังมีการซื้อ ซ่อมบ้านก็จะยังทำต่อ ยังไม่ชะลอหรือลดการจับจ่ายในทันที

“คนที่นี่ยังมีกำลังซื้อไม่ลดลง แต่ของเริ่มแพงขึ้น ประชาชนเริ่มรู้สึกว่าเงินในกระเป๋าลดลงเร็วขึ้น เช่น กรณีราคาน้ำมันเห็นได้ชัด ๆ เลยว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาราคาน้ำมันเบนซินปรับขึ้นไปสูงมาก จาก 3 เป็น 5 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอนในช่วง 1-2 ปี ส่วนน้ำมันดีเซลสหรัฐแพงกว่าเบนซิน เนื่องจากถือเป็น commercial fuel”

ส่วนอัตราการว่างงานที่ 4.1% นั้น แม้ว่าจะเพิ่มสูงขึ้น แต่หลังจากนี้รัฐบาลจะต้อง “จ้างงานเพิ่ม” เพราะการจ้างงานยังไม่เต็มกำลัง ยังมีการประกาศรับสมัคร ยังมีตำแหน่งงานว่างที่ต้องไปฟูลฟิลให้ได้ และการเพิ่มสภาพคล่องให้เศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่เพิ่มขึ้นจึงคาดว่าน่าจะส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคสินค้าและบริการของชาวอเมริกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กลุ่มสินค้าขนาดใหญ่” ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง เช่น บ้าน รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ เป็นต้น

ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบทำให้การส่งออกไทยในกลุ่มสินค้าอุปกรณ์ก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ และโทรทัศน์ เป็นต้น เกิดการชะลอตัวตามไป

แน่นอนว่านักลงทุนทั่วโลกสนใจย้ายฐานการลงทุนไปยังสหรัฐที่ถือว่าเป็นตลาดทุน (capital market) ที่ค่อนข้างมีความมั่นคงสูงมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในปีนี้มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นรวมถึงเงินบาท

ซึ่งจะทำให้ “ผู้บริโภคชาวอเมริกันรู้สึกว่าราคาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศถูกลง” และมีแนวโน้มที่จะนำเข้าสินค้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยลดผลกระทบจากความต้องการบริโภคที่หดตัวจากการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในตลาดลงได้

ปัจจัยบวก-ความท้าทายส่งออกไทย

ที่สำคัญไทยต้องจับตา ปัจจัยสำคัญเรื่องมาตรการกำแพงภาษีที่สหรัฐเรียกเก็บจากสินค้าจีน ตั้งแต่ยุคอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีกำหนดจะทบทวนในเดือนกรกฎาคม 2565 ว่าจะผ่อนปรนลดภาษีนำเข้าให้จีนหรือไม่

อย่างไรก็ตาม “จีน” ยังติดเรื่องการใช้มาตรการควบคุมโควิดเข้มข้น (Zero COVID) และการล็อกดาวน์ประเทศ จึงไม่มีการส่งสินค้ามาสหรัฐ นั่นยังเป็น “ข้อได้เปรียบ” ที่ทำให้ผู้นำเข้าหันมาสั่งซื้อสินค้าจากไทยเข้าไปทดแทน โดยในช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) 2565 การค้าไทย-สหรัฐมีมูลค่า 21,185 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 22%

โดยไทยส่งออก 15,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 21.5% และนำเข้า 5,682 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 23.39% ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐ 9,821 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นการขยายตัวในทุกกลุ่มสินค้า

ขณะที่ปัจจัยท้าทายที่ยืดเยื้อจากปัญหาความแออัดที่ท่าเรือตั้งแต่โควิด เท่าที่ได้หารือกับผู้ส่งออกปัญหาหลักยังกระจุกตัวที่ระวางสินค้ายังหาไม่ได้และมีราคาแพง และยังไม่คลี่คลาย 100% ปัญหาคือสินค้าเข้ามาแล้วแต่ผู้นำเข้าเอาของออกช้า

เนื่องจากแรงงานต้นทุนการขนส่งสินค้าแพงขึ้น แต่ทางผู้ส่งออกไทยสามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

อัดกิจกรรมเสริมส่งออก

ในส่วนการตรียมแผนขยายการส่งออกครึ่งปีหลัง ตามนโยบายของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า “ประเทศในแถบแคริบเบียน” ประมาณ 44 ล้านคน ใน 26 ประเทศ และอีก 2 ดินแดนโพ้นทะเล ได้หารือกับบริษัทผู้นำเข้า

เตรียมจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับทั้งบริษัท IMEX Americas ผู้นำเข้าสินค้าหมวดอาหาร เครื่องปรุงรส สินค้ากระป๋อง ข้าว วัสดุก่อสร้างและของตกแต่งภายในบ้าน และบริษัท Auto Planet ในสินค้าหมวดชิ้นส่วนยานยนต์และส่วนประกอบรถยนต์ จะขยายหมวดสินค้าออกไปในหมวดอาหารด้วยในอนาคตในการจัดจำหน่ายสินค้าไทย

พร้อมกันนี้จะต้องแก้ pain point ในเรื่องการเจรจาการค้าในประเทศที่อยู่ของคนไทม์โซน โดยใช้วิธีจัดการเจรจาธุรกิจออนไลน์ช่วย เน้นสินค้าเป้าหมาย เช่น อาหาร อาหารสำเร็จรูป ผลไม้ อัญมณี และสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ตราสัญลักษณ์ Thai Select


จากทั้งหมดนี้ สคต.ในสหรัฐทั้ง 4 สำนักงาน ประมาณการเป้าหมายการส่งออกไปสหรัฐปีนี้ว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน หรือมูลค่า 45,527 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากประมาณการในปีก่อนที่จะเกิดโควิด (ปี 2019) ที่ได้คาดการณ์ไว้ 3-4%

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ