อว. ผนึก DPU ขับเคลื่อน CWIE ปั้นเด็กไทยสู่ Global Citizen พร้อมทำงาน 100%
DPU ผนึก อว. ขับเคลื่อน CWIE สร้างเด็กไทยสู่ Global Citizen พร้อมทำงาน 100% ตอบโจทย์อนาคตประเทศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้าขับเคลื่อนการจัดสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน หรือ CWIE อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาคณาจารย์นิเทศ CWIE ระหว่างวันที่ 30-31 กรกฎาคม 2568 ณ DPU Makerspace นำโดยผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกอบด้วย
ดร.อรสา ภาววิมล อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา และประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและยกระดับการจัดการศึกษาเชิงประสบการณ์ และนางชุลี ศรีนวล ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษาตลอดชีวิตและเทียบคุณวุฒิ 2 (สท.2) กองยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา (กคอ.) สำนักงานปลัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป. อว.) พร้อมวิทยากรที่ สป.อว. รับรองคุณภาพจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ร่วมถ่ายทอดนโยบาย กลไก และแนวปฏิบัติที่ดีด้าน CWIE ให้ DPU นำมาปรับใช้เพื่อยกระดับการจัดการศึกษาตอบโจทย์อนาคตประเทศในทุกหลักสูตร
การอบรมหลักสูตรคณาจารย์นิเทศ CWIE (หลักสูตรปรับปรุง 2566) เปิดฉากด้วยกิจกรรม CWIE CONNECT โดย ดร.เรืองยศ วัชรเกตุ เลขาธิการสมาคมสหกิจศึกษาไทย และการสอบ Pre-Test เพื่อประเมินความรู้ตั้งต้นสำหรับเปรียบเทียบกับการสอบ Post test ท้ายการอบรม หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงสำคัญด้วยการบรรยายเชิงนโยบายจาก นางชุลี ศรีนวล ในฐานะผู้แทน สป.อว. ที่กำกับดูแลงาน CWIE ของประเทศ ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการเรียนรู้และวิสัยทัศน์ในการผลักดัน CWIE สู่การเป็นแนวทางหลักของการอุดมศึกษาไทย เพื่อเสริมสร้างทักษะทั้ง Hard Skill และ Soft Skill ของนักศึกษา และเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ผอ.ชุลี ยังได้กล่าวถึงเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ว่า ภายในปี 2572 ทุกหลักสูตรควรเป็น CWIE เพื่อให้บัณฑิตพร้อมทำงาน 100% โดยมี 5 กลยุทธ์เร่งรัด ได้แก่ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ CWIE เชิงรุก การสร้างความเข้มแข็งของเครือข่าย CWIE, การพัฒนาฐานข้อมูลกลาง, และมาตรการภาษีเพื่อจูงใจสถานประกอบการ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของกระทรวง อว. ในการปรับโครงสร้างการผลิตบัณฑิตให้ตอบโจทย์ประเทศ ตามทิศทางและนโยบาย CWIE ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องภายใต้รัฐมนตรีหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นการทำให้หลักสูตร CWIE เป็นกลไกหลัก, การสร้างความร่วมมือแบบไตรภาคี, การปรับ Mindset, การตอบโจทย์ทุกภาคส่วน และการก้าวสู่แพลตฟอร์มระดับโลก พร้อมทั้งกล่าวถึงประกาศ กมอ. เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการจัดหลักสูตร CWIE ที่ระบุให้มีการปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 6 หน่วยกิต และต้องมีการบริหารจัดการความร่วมมือตลอดกระบวนการอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน

ด้าน ดร.อรสา ภาววิมล อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้นำเสนอภาพรวมและกลไกของ CWIE ผ่านกรอบคิด “การเรียนรู้จากประสบการณ์” โดยอธิบายว่า CWIE คือ รูปแบบการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงานบนฐานสมรรถนะ และเชื่อมโยงระหว่างสถาบันกับสถานประกอบการอย่างแท้จริง CWIE Platform ของ อว. จะขับเคลื่อนด้วย 5 กระบวนการหลัก ได้แก่ การสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาคี, การจับคู่กับสถานประกอบการ, การร่วมออกแบบหลักสูตร (Co-Design) โดยยึดสมรรถนะของผู้เรียนเป็นเป้าหมาย, การบริหารคุณภาพการปฏิบัติงานของนักศึกษา และการขยายผลสู่กิจกรรมชุมชนและเครือข่าย กระบวนการเหล่านี้จะช่วยเติมเต็มจุดที่การสหกิจศึกษาแบบเดิมอาจขาดหายไป และสร้างความมั่นใจในการจัดการศึกษาเชิงประสบการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.อรสา ยังอธิบายถึงปรัชญาสำคัญของ CWIE ซึ่งก็คือ Experiential Learning หรือการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ โดยเน้นว่าความรู้ที่แท้จริงคือความรู้ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง การเรียนรู้แบบนี้จะส่งเสริม Deep Learning (การเรียนรู้เชิงลึก), Integrated Learning (การเรียนรู้แบบบูรณาการ), และ Real-World Skill (ทักษะในโลกจริง) ซึ่งรวมถึง Soft Skill ที่เป็นรากฐานสำคัญของการใช้ชีวิตและการทำงานในโลกยุคใหม่ พร้อมทั้งย้ำว่า “โลกของการเรียนรู้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้ามาของ AI-Driven Learning, Immersive Learning, Personalized Learning และ Beyond Discipline ที่ต้องผสมผสานศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกันในการทำงานจริง CWIE จึงเป็นกลไกสำคัญในการเติมประสบการณ์ให้นักศึกษาทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้”
ดร.อรสา ได้ยกตัวอย่างถึงประโยชน์ที่นักศึกษา สถานประกอบการ และหลักสูตรจะได้รับจากการทำ CWIE ว่าจะช่วยให้นักศึกษาพัฒนาวุฒิภาวะทั้งด้านความคิดและการทำงาน โดยเฉพาะ Mindset, Growth Mindset และ Soft Skills ที่จำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่ นอกจากนี้นักศึกษาจะได้สัมผัสเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในสถานประกอบการ ขณะที่ด้านสถานประกอบการก็ได้บุคลากรสดใหม่ที่ตรงตามสมรรถนะ ลดเวลาและต้นทุนในการสรรหา พร้อมได้รับผลงานที่สร้างผลิตภาพ ส่วนหลักสูตรเองก็ปรับเปลี่ยนได้ทุกปี ทำให้มีความยืดหยุ่นและทันสมัยต่อเนื่อง ท้ายที่สุด CWIE ยังเพิ่มโอกาส การมีงานทำหลังเรียนจบอย่างเป็นรูปธรรม
ภายในงานยังมีเวทีเสวนาแนวทางการจัด CWIE โดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ ทั้งกลุ่มสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ซึ่งต่างก็ได้เน้นย้ำถึงหัวใจความสำเร็จคือการ Co-Design หลักสูตรร่วมกับสถานประกอบการตั้งแต่ต้น, การกำหนด สมรรถนะ นักศึกษาที่ชัดเจน, การออกแบบงานที่เชื่อมโยงกับ โครงงาน และการรับรอง ผลลัพธ์การเรียนรู้ ผู้ร่วมเสวนาได้นำเสนอรูปแบบความร่วมมือที่หลากหลายพร้อมแนวทางการปรับโครงสร้างหลักสูตรให้ยืดหยุ่น และแนวทางการเตรียมความพร้อมทั้ง Hard Skill และ Soft Skill อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การอบรมทั้งสองวันยังเสริมด้วยกิจกรรมเชิงปฏิบัติการที่มุ่งเน้นการนำไปใช้จริง
อาทิ การพัฒนาหลักสูตร CWIE ร่วมกับสถานประกอบการ, การเตรียมความพร้อมคณาจารย์และนักศึกษาทั้งก่อน ระหว่าง และหลังนักศึกษาออกปฏิบัติงาน, การนิเทศติดตามและประเมินผล การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ตลอดจนสิทธิประโยชน์ของการจัด CWIE เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่สถานประกอบการร่วมผลิตจะได้รับ จากคณะวิทยากรหลักที่ สป.อว.แนะนำ ได้แก่ ดร.อัตนันท์ เตโชพิศาลวงศ์ ผศ.ดร.อัจฉราพร โชติพฤกษ์ ดร.สารัลย์ กระจง ผศ.ดร.มารุจ ลิมปะวัฒนะ และคณะวิทยากรประจำกลุ่มที่พร้อมตอบคำถามผู้เข้าอบรมอย่างทั่วถึง ได้แก่ ผศ.ดร.รัชดา คำจริง ผศ.ดร.สราวุฒิ สิริเกษมสุข และ ผศ.ดร.ยศวัจน์ ชีววรนนท์ตรี ดร.พรทิพย์ ตันติวิเศษศักดิ์ อ.สิรภพ รุจรัตนพล อ.จุฑามาศ ลิมศุภนาค และ ดร.สิริลักษณ์ หุ่นศรีงาม ผลพานิช

“เป็นการอบรมที่เข้มข้นมาก” ดร.วรพรรณ ยิ่งศิวะพัฒน์ คณบดีคณะเทคนิคการแพทย์ DPU หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการกล่าวชื่นชมและให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ตลอดสองวันวิทยากรที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์จริงช่วยให้เข้าใจแนวคิด CWIE ได้ง่ายขึ้น สายสุขภาพอย่างเทคนิคการแพทย์เคยเข้าใจว่าการฝึกประสบการณ์วิชาชีพตามที่สภาวิชาชีพกำหนดไม่ใช่ CWIE แต่หลังอบรมมั่นใจถึง 90% ว่าสามารถนำแนวคิดและกระบวนการ CWIE ไปต่อยอดและปรับใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าบัณฑิตเทคนิคการแพทย์ของ DPU จะมีสมรรถนะและทักษะการทำงาน ไม่เพียงตรงตามหลักสูตร แต่จะตอบสนองความต้องการของทุกโรงพยาบาลและตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ
โดยเฉพาะความเข้าใจในเรื่องของการทำ “แบบสะท้อนคิด” หรือ Gibbs’ Reflective Learning Cycle ซึ่งช่วยประเมินความคิดและนิเทศการปฏิบัติงานได้อย่างเป็นระบบ เครื่องมือ Formative Assessment นี้ จะช่วยเสริมการสอนแบบเดิม โดยเน้นการถามให้นักศึกษาทบทวนการปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทักษะเฉพาะบุคคล นำไปสู่การประเมินสมรรถนะของนักศึกษาได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวคิด “พัฒนาศักยภาพที่ไม่มีขีดจำกัดของมนุษย์” ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล หรือ Personalized Study ที่ช่วยให้นักศึกษาเป็นมืออาชีพด้วยตัวของตัวเองในแบบที่ดีที่สุด
คณบดีคณะเทคนิคการแพทย์ยังแสดงความมั่นใจว่า CWIE จะสามารถนำไปปรับใช้กับวิชาที่สอนจริงเพื่อพัฒนาทักษะนักศึกษาให้พร้อมเข้าสู่โลกการทำงานหลังจบหลักสูตร 4 ปี พร้อมย้ำว่า “แม้คนจะเก่ง แต่ถ้าไม่มีใจ ก็ไปไม่รอด” โดยการอบรมนี้ช่วยให้เห็นว่าการพัฒนาจิตใจ หรือทักษะชีวิตควบคู่กับทักษะการทำงาน คือหัวใจของการผลิตบัณฑิตคุณภาพ

ดร.สิริลักษณ์ หุ่นศรีงาม ผลพานิช ผู้เชี่ยวชาญพิเศษฝ่ายนวัตกรรมหลักสูตรและการสอน สถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิต กล่าวว่า คณาจารย์นิเทศคือสะพานเชื่อมระหว่างห้องเรียนกับโลกจริง เป็นผู้ที่จะเอื้ออำนวย (Facilitate) ให้นักศึกษาได้นำความรู้ในห้องเรียนไปบูรณาการให้เกิดประสบการณ์การทำงาน ได้พัฒนาสมรรถนะให้ตรงกับความต้องการของตลาดงาน ได้ทดลองสร้างโครงงานที่มีประโยชน์ต่อสถานประกอบการ มีรายได้ระหว่างเรียน และมีโอกาสได้งานทำทันที ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการพัฒนาตนเอง พัฒนาครอบครัว รวมถึงพัฒนาประเทศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ยินดีจัดสรรงบประมาณมาเพื่อพัฒนาคณาจารย์นิเทศ CWIE โดยเฉพาะ เพราะเชื่อว่าการลงทุนในการพัฒนาอาจารย์คือการลงทุนที่คุ้มค่า ครอบคลุมอนาคตของนักศึกษาไปจนถึงอนาคตของชาติ
ประเด็นการลงทุนเพื่ออนาคตนักศึกษาและอนาคตของประเทศ สอดคล้องกับที่ ผอ.ชุลี ได้เน้นย้ำถึงความท้าทายที่ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญ โดยระบุว่า 89% ของบัณฑิตจบใหม่ยังขาดประสบการณ์และทักษะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งตัวนักศึกษาและภาคธุรกิจ ด้วยเหตุนี้ จึงอยากให้คณาจารย์นิเทศให้ความสำคัญกับผลลัพธ์การเรียนรู้ที่นักศึกษาจะได้รับ (Knowledge, Skills, Ethics, Character: KSEC) โดยใช้ประโยชน์จาก CWIE และหมั่น “ลงพื้นที่” ณ สถานประกอบการ เพื่อให้การสอนของอาจารย์สอดคล้องกับเทรนด์ธุรกิจอยู่เสมอและทำให้ DPU มีหลักสูตรทันสมัยและตอบโจทย์ตลาดงาน การอบรมนี้จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้อาจารย์ในการทำหน้าที่ข้างต้นในการลงพื้นที่ และเข้าใจสิทธิประโยชน์เพื่อไปสื่อสารและสร้างความมั่นใจให้สถานประกอบการ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี การลดต้นทุนเพื่อสรรหาบุคลากรตามสมรรถนะที่ต้องการ เป็นต้น
สำหรับทิศทางในอนาคต กระทรวง อว. กำลังจัดทำ (ร่าง) “แผนยุทธศาสตร์ส่งเสริม CWIE” ระยะ 5 ปี โดยมีกลยุทธ์สำคัญด้านการสื่อสาร, การสร้างมาตรฐานหลักสูตร, การขยายขอบเขตสู่ภาครัฐและชุมชน รวมถึงการสนับสนุนโครงการเร่งรัดและขยายผลการจัดหลักสูตร CWIE ไปสู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศในปี 2569 พร้อมงบประมาณและ Mentor นอกจากนี้จะมีการออกประกาศคุ้มครองนักศึกษา, สนับสนุน 9 เครือข่ายพัฒนา CWIE ทั่วประเทศ และทำวิจัยเพื่อแสดงมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการรับนักศึกษา CWIE ที่สำคัญคือการพัฒนา CWIE Database (cwie.mhes.go.th) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับกระบวนการ Matching และการรายงานผล รวมทั้งการช่วยภาคเอกชนด้วยการผลักดันให้มีการตรา พรฎ.ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมฉบับใหม่ที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 250%
ผอ.ชุลี ยังได้แสดงความประทับใจ ใน “ระบบงานของ DPU” และ “นโยบายที่ชัดเจนของผู้บริหาร” ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระดับชาติในการผลิตบัณฑิตสมรรถนะสูง และกล่าวสรุปว่า CWIE มีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้าง “Global Citizen” ที่พร้อมทั้งทักษะการทำงานและทักษะชีวิตในโลกจริง โดยนักศึกษาที่ผ่านหลักสูตร CWIE เสมือนได้ “ตรามาตรฐาน” ยืนยันคุณภาพ ทำให้นายจ้างมั่นใจในศักยภาพของบัณฑิต ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับกำลังคนของประเทศไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก
