Skip to content

บพท. เสนอ 10 นโยบายแก้จน ตอบโจทย์รัฐบาลอนุทิน

08 ก.ย. 2568 | 16:15น.
บพท. เสนอ 10 นโยบายแก้จน ตอบโจทย์รัฐบาลอนุทิน

บพท. สังกัดกระทรวง อว. เสนอแนวทางแก้จนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี สอดรับนโยบายเร่งด่วนของนายกฯ อนุทิน เน้นพัฒนาอาชีพเชิงรุก เสริมสวัสดิการแบบชี้เป้า ลดเหลื่อมล้ำให้ครัวเรือนเปราะบางเข้าถึงความช่วยเหลือ ชี้หากวางโครงสร้างดีจะยกระดับเศรษฐกิจฐานราก-กระจายรายได้ เห็นผลภายใน 6 เดือน

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยในงานสัมมนา “สู้ชนะความจนครั้งที่ 2 พลังปัญญาชนะจน พ้นหนี้ เพิ่มรายได้ บนฐานบูรณาการข้อมูล เทคโนโลยี ภาคี ความสัมพันธ์” ว่า ฐานข้อมูลครัวเรือนยากจนปี 2566 ที่เกิดจากการสังเคราะห์ชุดข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสอบทานข้อมูลครัวเรือนยากจน 

โดยคณะวิจัย 779 คน ร่วมกับนักศึกษา 1,688 คน และภาคีเครือข่ายอีก 1,767 ภาคี พบว่า มีจำนวนคนจนรวมกัน 2.39 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.41 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ 

โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ถึงร้อยละ 31.71 ของจำนวนประชากรในพื้นที่ อันดับ 2 ได้แก่ ภาคใต้ มีสัดส่วนคนจน ร้อยละ 30.65 ของจำนวนประชากรในพื้นที่ อันดับ 3 ได้แก่ ภาคกลาง มีสัดส่วนคนจน ร้อยละ 19.07 ของจำนวนประชากรในพื้นที่ อันดับ 4 ได้แก่ ภาคเหนือ มีสัดส่วนคนจน ร้อยละ 16.98 ของประชากรในพื้นที่ และอันดับสุดท้ายคือ กรุงเทพมหานคร มีสัดส่วนคนจนร้อยละ 1.60 ของประชากรในพื้นที่

แนะ 10 ข้อ รับนโยบายเร่งด่วน 4 ประการ

โดยได้เสนอแนะแนวนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนในพื้นที่ และแก้ปัญหาภัยพิบัติ ปัญหาภัยความมั่นคงบริเวณชายแดน รวมทั้งภัยสังคม ไปยังรัฐบาล รวม 10 ประการ ประกอบด้วย

  1. ปัญหาความยากจน ควรกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ และมีกลไกระดับชาติทำหน้าที่ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง 
  2. ควรมีกลไกความร่วมมือระดับจังหวัดในการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบองค์รวม 
  3. พัฒนาระบบคัดกรองและชี้เป้าครัวเรือนยากจน เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายแหล่งให้เป็นเอกภาพเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และชี้เป้าความยากจนได้อย่างแม่นยำ 
  4. กำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ เป็นผู้พัฒนาและบริหารจัดการข้อมูลเพื่อเป็นฐานในการออกแบบมาตรการแก้จนเชิงรุกตามประเภทความยากจนของครัวเรือน
  5. แก้ปัญหาความยากจนแบบองค์รวม โดยใช้แพลตฟอร์มขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำระดับจังหวัด
  6. จัดให้มีกลไกส่งต่อความช่วยเหลือคนจนในทุกระดับ 
  7. สนับสนุนองค์กรปกครองท้องถิ่น ให้เป็นเจ้าภาพหลักในระดับพื้นที่ในการจัดทำยุทธศาสตร์แก้ปัญหาความยากจน โดยใช้ข้อมูลคนจนแบบชี้เป้าและเชื่อมโยงแผนยุทธศาสตร์จังหวัด
  8. สนับสนุนให้นายอำเภอ ทำหน้าที่กำกับ ติดตามในระดับอำเภอและให้บรรจุเป็นนโยบายของศูนย์ขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุก
    ช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงระดับจังหวัด และให้สถาบันวิชาการในพื้นที่เป็นหน่วยสนับสนุนทางวิชาการแก่กลไกทุกระดับ
  9. สร้างนโยบายเชิงรุกด้านสวัสดิการมุ่งเป้า ครอบคลุมทุกมิติ 
  10. สร้างโครงการพัฒนาทักษะอาชีพที่เข้าถึงครัวเรือนอย่างตรงเป้าและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่

รัฐบาลใหม่ และการแก้หนี้

ดร.กิตติ เผยว่า ในส่วนนี้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 มิติในอนาคตอันใกล้ที่มีเวลาน้อย ประกอบไปด้วย 2 ส่วน ได้แก่ การปรับโครงสร้างแล้วก็การทำนโยบายเชิงรุก นโยบายเชิงรุก เช่น สวัสดิการครอบคลุมเชิงรุก อย่างการรีอีเวนต์สวัสดิการที่มีอยู่แล้วที่ลงไปถึงรายครัวเรือน ได้แก่ ต้องสร้างระบบชี้เป้าและสร้างกลไกพื้นที่ท้องถิ่น เพื่อชี้เป้าและทำให้คนจนตกหล่นเข้าถึงสวัสดิการ ในสว่นนี้สามารถปรับรูปแบบนโยบายได้เลย

ส่วนที่สองคือ การปรับรูปแบบนโยบาย เช่น โครงการพัฒนาอาชีพทักษะ ต้องกำกับติดตามให้เป็นโครงการที่พัฒนาระดับครัวเรือน และทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยที่เข้าไปสู่ระบบการพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน เป็นการพัฒนาทั้งรูปแบบนโยบายเชิงรุกและโครงสร้างของรูปแบบรายครัวเรือน

ส่วน “นโยบาย เร่งด่วน 4 ประการ” ที่นายกฯ อนุทิน ได้ประกาศออกมา ดร.กิตติ มองว่า การรับมือนโยบายภัยพิบัติเป็นสิ่งที่สำคัญ ต้องปรับโครงสร้างทั้งการผลิตและการพัฒนาทักษะอาชีพให้ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อทำให้สามารถปรับปรุงโครงสร้างภาคการผลิตให้มีโอกาสที่จะยกระดับการปรับเปลี่ยนอาชีพ ที่สอดคล้องกับบริบทและรับมือกับภัยพิบัติได้

เมื่อถามถึงเรื่อง “โครงการคนละครึ่ง” ดร.กิตติ เผยว่า มีการพิสูจน์แล้วว่าสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยเฉพาะการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ จะช่วยให้ระบบภาษีดีขึ้นด้วย และสามารถแบ่งปันผลประกอบการระหว่างผู้ประกอบการ-รัฐบาล

หากมีการปรับปรุงนโยบายให้เข้าถึงคนหลากหลายมากขึ้นโดยเฉพาะในท้องถิ่น เชื่อว่ามีประโยชน์มากขึ้น และหากสร้างเงื่อนไขนโยบายที่ช่วยเหลือแก่ครัวเรือนเปราะบาง และครอบคลุมถึงนโยบายอื่น เช่น บัตรสวัสดิการรัฐ จะเชื่อมโยงไปสู่ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการพัฒนายกระดับเศรษฐกิจฐานรากไปในตัว ไม่ให้กระจุกตัวอยู่เพียงเดียว

“ในระยะเวลาสี่เดือน ต้องมอง 2 ส่วน และให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาล ส่วนแรกต้องดูที่สภาพเศรษฐกิจของโลกที่มีการผันผวนอย่างมาก เป็นเงื่อนไขที่ไม่สามารถควบคุมได้ และส่วนที่สองคือเสนอให้รัฐบาลสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมโดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจฐานราก”

ซึ่งมีการดำเนินการแล้วหลายประเทศ เช่น ประเทศจีน ที่มีการยกระดับผ่านโลคอลซัพพลายเชน ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ ยกระดับสินค้าชุมชน ยกระดับอุตสาหกรรมในพื้นที่ เพื่อทำให้เกิดการหมุนเวียน และต้องทำพร้อมนโยบายการกีดกันทางการค้า นโยบายการส่งออก-นำเข้าให้สอดคล้องกัน หากมีการวางโครงสร้างที่ดีจะสามารถเห็นผลได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน