“เศรษฐา” มูลนิธิเสริมกล้า ผนึกมติชน-สกร. มอบหนังสือ 1 ล้านบาทในโครงการ Read for the Future
เศรษฐา มอบหนังสือมูลค่า 1 ล้านบาท ในโครงการ Read for the Future มูลนิธิเสริมกล้า ร่วมเครือมติชน-สกร. สร้างโอกาสผ่านการอ่านทั่วประเทศ ให้กับห้องสมุดประชาชน 20 แห่ง โดยมีผู้บริหารเครือมติชน และผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้จาก 6 จังหวัด เข้าร่วม
เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่ บริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้ก่อตั้งมูลนิธิเสริมกล้าเป็นประธาน จัดพิธีมอบหนังสือมูลค่า 1 ล้านบาท ในโครงการ Read for the future ส่งเสริมการอ่านสร้างอนาคต ที่จัดขึ้นโดย มูลนิธิเสริมกล้า ร่วมกับเครือมติชน และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) โดยมี นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้, ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้จาก 6 จังหวัด, นายวรศักดิ์ ประยูรศุข รองประธานบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และบรรณาธิการ กอง บก.ประชาชาติธุรกิจ, นายสุริวงค์ เอื้อปฏิภาน รองประธานบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และบรรณาธิการ กอง บก.ข่าวสด, นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการ กอง บก.มติชน และผู้บริหารเครือมติชน เข้าร่วม
หนุนการอ่าน ดูแลเด็กทุกมิติ

เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ก่อตั้งมูลนิธิเสริมกล้า เปิดเผยว่า ด้วยความสัมพันธ์ของตัวผมเองในฐานะผู้ก่อตั้งมูลนิธิเสริมกล้ากับบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) มานานนับสิบปี ก็ได้ฝากเรื่องของการอ่านมานาน แล้วเข้ามาอยู่ในโครงการเกี่ยวกับการอ่าน สนับสนุนให้เด็กได้มีการอ่านขึ้นเยอะมาก ผมเองก็พยายามหาช่องทาง พอออกมาจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็มาทำงานที่มูลนิธิฯ แล้วก็ดูแลเด็กในทุก ๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านกีฬา สุขภาพ เรื่องของการเรียนรู้
“หนังสือเนี่ยหลายคนมองข้ามไปว่าเป็นของที่อาจจะไม่ค่อยทันสมัย เพราะปัจจุบันเรามีอีบุ๊ก มีโทรศัพท์มือถือ เราเองก็ต้องตระหนักให้ดีว่า เรื่องค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นไอแพด คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ อาจไม่สามารถเข้าถึงทุกหมู่บ้าน หรือทุกห้องสมุดได้ เพราะฉะนั้นการที่เรากลับมาโฟกัสที่หนังสือ
ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ที่จะให้เด็ก ๆ หรือประชาชนคนทั่วไปสามารถเข้าถึงพัฒนาความรู้ แล้วก็สืบสานการเรียนรู้ต่อไปในอนาคต ผมก็เลยเข้าร่วมกับโครงการดี ๆ แบบนี้ และคิดว่าจะทำต่อไป ก็อยากขอเชิญชวนบริษัทต่าง ๆ เพราะยังมีห้องสมุดอีกเยอะมากที่ต้องการหนังสือ เรียนเชิญคนที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมกันในการซื้อหนังสือ บริจาคหนังสือเข้าไปในห้องสมุด หรือศูนย์การเรียนรู้ทั่วประเทศครับ”
ภารกิจมติชน มอบความรู้สู่สังคม 
นายปราปต์ กล่าวว่า ภารกิจหนึ่งของเครือมติชน คือ การผลิตหนังสือ พ็อกเกตบุ๊ก และนิตยสารจำนวนมาก สร้างวงความรู้ให้กับสังคม ในอีกมุมนึง เราส่งมอบความรู้นั้นผ่านกลไกของตลาด การอ่านหนังสือโดยปกติอยู่แล้ว แต่อีกด้านหนึ่ง เราพยายามนำพาความรู้ที่เราผลิตขึ้นเข้าสู่ระบบที่เป็นทางการด้วย หนึ่งในนั้น คือ นำหนังสือเข้าสู่ห้องสมุดของภาครัฐ
ซึ่งกิจกรรม Read for the Future ในครั้งนี้ที่เราได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิเสริมกล้า และกรมส่งเสริมการเรียนรู้จะเป็นช่องทางหนึ่งที่นำพาความรู้จากหนังสือของมติชนเข้าไปสู่ระบบการเรียนรู้ที่เป็นทางการได้มากขึ้น และเป็นประโยชน์ของโครงการนี้ ต้องขอขอบคุณทุกคนที่มาร่วมทำกิจกรรมที่จะช่วยส่งมอบความรู้ให้กับสังคมในวันนี้ครับ
หนังสือ คือ รากฐานความมั่นคงประเทศ

ด้าน ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยว่า ภารกิจของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ถือเป็นรากฐานของทุกครัวเรือนและดูแลทุกช่วงวัย เพราะที่ใดที่การศึกษาเข้าไปไม่ถึง หรือแม้แต่ในสถานศึกษา และสถานพินิจ หากบุคคลใดด้อยโอกาสที่จะทำให้เกิดการพัฒนา จึงเป็นภารกิจของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ที่จะต้องเข้าไปตั้งศูนย์การเรียนรู้ในจุดนั้น
รวมถึงเสริมเรื่องของการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะมีหน้าที่เสริมกล้าเพื่อให้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงของประเทศ ซึ่งสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเป็นองค์ประกอบการเรียนรู้หนึ่งในนั้นคือ “หนังสือ” แต่สิ่งที่ทำให้กรมฯ ดำเนินการได้คือภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็งอย่างเช่น มูลนิธิเสริมกล้า ฉะนั้นโครงการนี้จะทำให้ศูนย์การเรียนรู้ 20 แห่งได้รับโอกาสการเติมองค์ความรู้ที่เข้มแข็ง ผ่านหนังสือที่มีคุณภาพของเครือมติชน
อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวอีกว่า สถานการณ์วันนี้ที่เราต้องปรับตัวทั้งเจนใหม่และเจนเก่า แต่มีเสน่ห์อย่างหนึ่งในการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนา ก็ต้องเริ่มต้นจากหนังสือ เพราะเมื่อเราเข้าไปหยิบอ่านหนังสือแต่ละเล่มด้วยความรู้สึกว่าเล่มไหนเหมาะกับเรา ก็จะได้สัมผัสบรรยากาศการค้นหาหนังสือและทำให้อยากลับไปอ่านต่อ เพื่อสร้างโอกาสที่แตกต่างกันไป
“หนังสือยิ่งอ่านยิ่งเกิดความลึกซึ้ง ทำให้ซึมซับเข้าไปในตัวตนของตัวเองได้จริง ๆ นี่จึงเป็นเสน่ห์อีกอย่างของวัฒนธรรมการอ่าน”
อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า วัฒนธรรมการอ่านถึงแม้โลกปัจจุบันจะพัฒนาไปมาก แต่การอ่านในทุกวัน จะเป็นโอกาสของการพัฒนาและแสวงหาอนาคตตัวเองได้
ฉะนั้นวันนี้ที่เราได้รับโอกาสจากมูลนิธิเสริมกล้า ในฐานะที่เป็นผู้ดูแลห้องสมุดประชาชน นี่จึงจะเป็นโอกาสที่สำคัญมากของการทำให้งานกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เข้าถึงทุกครัวเรือนด้วยเครื่องมือสื่อที่มีคุณภาพ พร้อมย้ำว่า ทุกห้องสมุดยังต้องการหนังสือคุณภาพ ฉะนั้นกรมฯ ยังต้องการภาคีเครือข่ายที่จะมาร่วมกันสร้างอนาคตครอบครัวของประชาชนทุกครัวเรือน ทุกช่วงวัยและทุกโอกาส เพื่อสร้างฝันให้เด็กทุกคนทุกช่วงวัยผ่านหนังสือที่มีคุณภาพ