Skip to content

THE FIRST TAKE ม.กรุงเทพ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบันเทิงสู่เวทีโลก

25 ม.ค. 2569 | 14:14น.
THE FIRST TAKE ม.กรุงเทพ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบันเทิงสู่เวทีโลก

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมบันเทิงโลกที่ต้นทุนการผลิตคอนเทนต์พุ่งสูงและการแข่งขันในเศรษฐกิจความสนใจ (Attention Economy) ทวีความรุนแรง วิกฤตดังกล่าวกลับเปิดพื้นที่ของ “โอกาส” สำหรับอุตสาหกรรมบันเทิงเอเชียในการก้าวสู่บทบาทใหม่ จากการเป็นเพียงฐานการผลิตหรือผู้ตามเทรนด์ตะวันตก สู่การเป็นผู้กำหนดภาษาครีเอทีฟและโมเดลการสร้างคอนเทนต์ระดับโลกด้วยตัวเอง

เวที CREATIVE SPARK 2026 : THE FIRST TAKE – Bangkok University Edition โดย คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ทำหน้าที่เป็นกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเวทีสนทนาครีเอทีฟข้ามพรมแดนระหว่างญี่ปุ่นและประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทของคณะนิเทศศาสตร์ในฐานะ Creative Convenor และ Thought Leader ที่เชื่อมโยงผู้สร้างคอนเทนต์ระดับโลกเข้ากับระบบนิเวศการเรียนรู้ของเอเชีย

การถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกระหว่างสองอุตสาหกรรมบันเทิงหลักของเอเชียในครั้งนี้ ได้ตอกย้ำประเด็นสำคัญของโลกยุคดิจิทัลอย่างชัดเจนว่า ยิ่งเทคโนโลยีก้าวล้ำมากเท่าใด ความเรียบง่าย ความจริงใจ และความเป็นมนุษย์ จะยิ่งกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงมากขึ้นเท่านั้น และนี่คือจุดตั้งต้นของการร่วมออกแบบ Creative Playbook ฉบับใหม่ ที่เอเชียกำลังใช้สื่อสารกับผู้ชมทั่วโลกด้วยเสียงและคุณค่า

ในมุมของ ผศ.ดร.อริชัย อรรคอุดม คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยว่า ยิ่งเทคโนโลยีก้าวล้ำ ความเรียบง่าย ความจริงใจ และความเป็นมนุษย์ ยิ่งกลายเป็นคุณค่าหลักของคอนเทนต์ยุคใหม่ และการที่ BUCA ได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่กลางของบทสนทนาครีเอทีฟระดับนานาชาติ คือบทบาทเชิงรูปธรรมของสถาบันการศึกษา

ในฐานะ Creative Living Laboratory ที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญ และคนรุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ ทดลอง แลกเปลี่ยน และตกผลึกมาตรฐานใหม่ร่วมกัน โดยปี 2569 BUCA จะขับเคลื่อนการยกระดับอุตสาหกรรมผ่าน BUCA Trend Radar 2026 5 แกน ได้แก่ Experience-first Storytelling การพัฒนาทักษะด้านการสร้างประสบการณ์สดและการเชื่อมโยงทางอารมณ์, Cultural IP Reboot การรีบูตมรดกวัฒนธรรมให้ร่วมสมัย, Stage & Stream Convergence การออกแบบคอนเทนต์สำหรับการผสมผสานข้ามเวทีจริงและแพลตฟอร์มดิจิทัล

Human-AI Ethics in Communication การตอกย้ำคุณค่าความเป็นมนุษย์และการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ และ Data-backed Creativity การขับเคลื่อนงานสร้างสรรค์ด้วยข้อมูลและ Social Listening เพื่อสร้างครีเอเตอร์ที่ทำงานได้จริงในโลกสื่อร่วมสมัย ทั้งทรงพลังทางอารมณ์ รับผิดชอบ และขยายสู่มาตรฐานสากลได้อย่างเป็นระบบ

โดยได้ยกกรณีของ “THE FIRST TAKE” รายการเพลงร้องสดประเทศญี่ปุ่น ที่คว้ายอดหลักพันล้านวิวทั่วโลกมาเป็นตัวอย่างของคนยุคใหม่ที่โหยหาความจริงและความเป็นมนุษย์ ในโลกดิจิทัลที่ภาพ เสียง และตัวตนสามารถถูกสร้างหรือปรับแต่งได้อย่างไร้ขีดจำกัด และสามารถสร้างผลตอบแทนทางอารมณ์และมูลค่าแบรนด์ในระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

Makoto Uchida โปรดิวเซอร์ของ THE FIRST TAKE กล่าวว่า เมื่ออุตสาหกรรมดนตรีเคลื่อนจากยุคดาวน์โหลดสู่สตรีมมิ่ง สิ่งที่ผู้คนแสวงหาไม่ใช่แค่เพลงที่ฟังเพราะ แต่คือวิดีโอและเรื่องราวที่ทำให้เพลงถูกจดจำและรู้สึกผูกพัน การสื่อสารการตลาดจึงเปลี่ยนจากการเร่งให้เพลงฮิตในช่วงสั้น ๆ ไปสู่ Long-tail Promotion ที่ค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวผ่าน Sub-content อย่าง Audio, Lyric หรือ Animation เพื่อขยายโลกของเพลงหลักให้ลึกและมีมิติมากขึ้น

ภายใต้บริบทนี้ THE FIRST TAKE จึงออกแบบให้เป็นคอนเทนต์ดนตรีรูปแบบใหม่ ที่ผู้ชมย้อนกลับมาสัมผัสได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยยืนอยู่บน 3 แก่นหลัก ได้แก่ Unpredictable เพราะดนตรีทรงพลังที่สุดเมื่อคาดเดาไม่ได้และทำซ้ำไม่ได้, Reality เพราะความจริงของการแสดงสดที่อาจไม่สมบูรณ์แบบ มักส่งแรงสั่นสะเทือนมากกว่างานที่ถูกผลิตอย่างประณีตแต่ขาดความเป็นธรรมชาติ และ Humanity

เพราะความเป็นมนุษย์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าในขณะนั้น คือสิ่งที่ไม่อาจปรุงแต่งให้เหมือนเดิมได้ทุกครั้ง แนวคิดทั้งหมดถูกแปลงเป็นกฎการผลิตแบบ “ตั้งใจไม่ทำ” เช่น No Retake, No Direction, No Filter, No Promotion เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความไม่สมบูรณ์แบบทำงาน สร้างพลัง สร้างความเชื่อใจ และดึงผู้ชมให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าผ่านคอมเมนต์และชุมชนบน YouTube จน THE FIRST TAKE ถูกมองว่าเป็นสารคดีสั้นในเทคเดียวที่ทำให้เราได้เห็นตัวตนของศิลปินอย่างใกล้ชิดที่สุด

Kazuki Nagayama
Kazuki Nagayama

ขณะที่ Kazuki Nagayama Director of Photography และผู้ออกแบบการถ่ายทำแบบ One Take ถ่ายทอดว่า ภาษาภาพของ THE FIRST TAKE ถูกสร้างบนหลัก Less is More, Less but Better ด้วยการตัดทุกสิ่งที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้ความสำคัญกับศิลปินและช่วงเวลาที่เกิดขึ้นตรงหน้า วิดีโอจึงถูกออกแบบให้เหมือนภาพถ่ายที่มีเวลาไหลผ่าน โดยถ่ายทำแบบ Musical Portrait เชิงสารคดีในเทคเดียว ด้วยกล้องตำแหน่งคงที่ ลดการกำกับ ลดการเคลื่อนกล้อง และจัดฉากสตูดิโอ
สีขาวให้เกิดความว่างและความโดดเดี่ยวอย่างตั้งใจ เพื่อให้ตัวตนของศิลปินค่อย ๆ ปรากฏโดยไม่ถูกสิ่งรบกวนดึงสายตา

การเลือก Side-angle Framing รวมถึงการออกแบบแสงเงา ถูกกำหนดล่วงหน้าอย่างละเอียดเพื่อรักษาความหมายตั้งแต่ต้นทาง ขณะเดียวกัน งาน Post-production ถูกวางบทบาทให้เป็นเพียงการ “ถ่ายทอด” มากกว่าการ “ปรุงแต่ง” เพื่อเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ ของความเป็นมนุษย์ให้ครบถ้วน

แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดเป็นระบบคอนเทนต์ทั้ง Ecosystem ตั้งแต่การออกแบบ Thumbnail เสมือนปกนิตยสารยุคดิจิทัลไปจนถึงกลยุทธ์คัดเลือกศิลปินและการติดตามเสียงสะท้อนจากผู้ชมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามาตรฐานที่สม่ำเสมอ และทำให้ความเรียบง่ายที่ซื่อตรงต่อช่วงเวลาจริงสามารถขยายผลสู่ผู้ชมทั่วโลกได้อย่างยั่งยืน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ม.กรุงเทพ