ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ปัตตานี และพัทลุง ต่างติดอยู่ในบัญชีจังหวัดยากจนที่สุดของประเทศ ทั้งที่แต่ละพื้นที่มีทรัพยากรเกษตรที่โดดเด่น
ปัญหาร่วมของทั้ง 4 จังหวัดคือเกษตรกรเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีและตลาด ทำให้สินค้าเกษตรที่มีศักยภาพสูงกลับสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งข้าวหอมมะลิระดับ GI โลกของร้อยเอ็ด กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์ แพะในวิถีมุสลิมชายแดนใต้ หรือควายปลักในพื้นที่ชุ่มน้ำมรดกโลกของพัทลุง
รศ.ดร.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ฝ่ายบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการสร้างเศรษฐกิจฐานรากและความเข้มแข็งของชุมชน สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. อธิบายว่า บพท. ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมความร่วมมือให้กระจายออกไปทั่วประเทศ
โดยใช้กลไกประกาศกรอบโจทย์วิจัยและสนับสนุนงบประมาณให้มหาวิทยาลัยในพื้นที่ดำเนินการ โดยเมื่อแต่ละจังหวัดสร้างจุดแข็งของตัวเองได้แล้ว จังหวัดนั้นจะกลายเป็น Node ในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่น และพัฒนาต่อเป็นคลัสเตอร์ในระดับประเทศต่อไป
ในปีนี้ บพท. ได้ร่วมผลักดันให้มหาวิทยาลัยในพื้นที่ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และมหาวิทยาลัยทักษิณ จ.พัทลุง เข้ามารับบทผู้นำการเปลี่ยนแปลงผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม
โดยใช้ความได้เปรียบที่ว่ามหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้หลากหลาย ลงพื้นที่ได้ และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และล่าสุดได้จับมือกับมหาวิทยาลัยกวางสี ประเทศจีน ทำ MOU ที่ลงนามตั้งแต่ต้นปี’67 เพื่อดึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากจีนมาอุดช่องว่างที่งานวิจัยไทยยังไปไม่ถึง
กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์ หลุดพ้นกับดักจน
จังหวัดกาฬสินธุ์เคยติดอันดับ Top 5 จังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงที่สุดของประเทศมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2552 กระทั่งปี 2566 จึงหลุดออกจาก 10 อันดับแรกได้เป็นครั้งแรก อันเป็นผลจากการบูรณาการมาตรการแก้จนหลายโครงการ ทั้ง Kalasin Happiness Model และโครงการกาฬสินธุ์แก้จนด้วยใจ อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักของความยากจนในพื้นที่ยังคงเป็นเรื่องการขาดเทคโนโลยีเพิ่มผลผลิต ผลผลิตเกษตรมูลค่าต่ำ และการเข้าถึงตลาดที่จำกัด
มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์จึงเลือก “กุ้งก้ามกราม” เป็นสัตว์เศรษฐกิจนำร่อง โดยมี ผศ.ดร.กีรวิชญ์ เพชรจุล คณบดีคณะเทคโนโลยีการเกษตร เป็นหัวหน้าโครงการ ทำงานร่วมกับทีมนักวิจัยสหวิทยาการที่ครอบคลุมตั้งแต่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เทคโนโลยีชีวภาพ โภชนาการสัตว์ ไปจนถึงการพัฒนาชุมชน
โดยพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะกับเกษตรกรรายย่อย ทั้งเทคนิคการอนุบาลเพื่อเพิ่มอัตรารอด ระบบตรวจสอบคุณภาพน้ำ การใช้จุลินทรีย์โปรไบโอติก และนวัตกรรมการเติมอากาศ (Aeration) ที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต ควบคู่กับการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงกุ้งบ้านบัวบาน ที่มีแกนนำชุมชนเข้มแข็งและมีพื้นที่บ่อเลี้ยงพร้อมทรัพยากรน้ำที่เหมาะสม
สิ่งที่มหาวิทยาลัยหวังจะได้จากความร่วมมือกับจีนครั้งนี้ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงขั้นสูงอย่าง Smart Aquaculture เทคโนโลยีการแปรรูปกุ้งเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมบริโภค และการเปิดช่องทางเข้าสู่ตลาดจีนโดยเฉพาะสินค้า GI อย่าง “กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์”

ข้าวหอมมะลิร้อยเอ็ด
ร้อยเอ็ดเป็นแหล่งผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยเฉพาะในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ที่มีสภาพดินและภูมิอากาศเฉพาะตัว ทำให้ข้าวหอมมะลิร้อยเอ็ดมีความหอมและนุ่มเป็นเอกลักษณ์ระดับโลก จังหวัดมีพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 3.35 ล้านไร่ หรือ 64% ของพื้นที่ทั้งหมด โดยเป็นพื้นที่ปลูกข้าวถึง 3.09 ล้านไร่
ทว่าชาวนาผู้ปลูกข้าวกลับยังติดอยู่ในวงจรความเปราะบาง ทั้งจากภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซาก ราคาตลาดโลกที่ผันผวน จนทำให้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากตกอยู่ในกับดักหนี้สินข้ามรุ่น อ้างอิงข้อมูลจาก PPPConnext ระบุว่าจังหวัดร้อยเอ็ดมีคนจนถึง 20,594 คน ใน 5,138 ครัวเรือน โดยมีเส้นความยากจนล่าสุดปี 2567 อยู่ที่ 2,861 บาทต่อคนต่อเดือน
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดจึงพัฒนาโมเดลแก้จนที่เน้นการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าข้าวหอมมะลิแบบครบวงจร โดยความร่วมมือกับจีนที่มหาวิทยาลัยคาดหวังครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่ เทคโนโลยีพัฒนาสายพันธุ์ข้าวทนดินเค็ม ทนน้ำท่วม และทนภัยแล้ง พร้อมระบบชลประทานอัจฉริยะ
ตลอดจนเทคโนโลยีแปรรูปข้าวเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำและการสกัดโปรตีนจากข้าว เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์เพื่อรักษาความหอมของข้าวหอมมะลิให้ได้นานกว่า 1 ปี ตลอดจนระบบ Big Data และ Blockchain เพื่อพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ และโมเดล Cross-border E-commerce เชื่อมสินค้าสู่ตลาดจีนโดยตรง

แพะแก้จน 7 อำเภอปัตตานี
จังหวัดปัตตานีมีครัวเรือนยากจนถึง 22,084 ครัวเรือน หรือ 126,961 คน คิดเป็น 15.06% ของประชากรทั้งจังหวัด โดยสาเหตุของความยากจนมีความซับซ้อนกว่าจังหวัดอื่น เพราะนอกจากปัจจัยเชิงเศรษฐกิจแล้ว เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ยังส่งผลให้ผลผลิตลดลง รายได้หดหาย และหนี้สินพอกพูน ประกอบกับผลกระทบจากโควิด-19 และน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี ทำให้โอกาสหลุดพ้นจากความยากจนยากยิ่งขึ้น
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก บพท. มาตั้งแต่ปี 2563 เลือกใช้ “แพะ” เป็นสัตว์เศรษฐกิจนำร่อง เนื่องจากมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับวิถีชีวิตและพิธีกรรมทางศาสนาอิสลามในพื้นที่
ปัจจุบันจังหวัดปัตตานีมีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ 9,755 ราย มีแพะรวม 51,782 ตัว แต่ส่วนใหญ่ยังเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมในรูปแบบดั้งเดิม เฉลี่ยเพียง 5.3 ตัวต่อครัวเรือน โดยนิยมสายพันธุ์พื้นเมืองที่มีข้อด้อยตรงที่ตัวเล็ก โตช้า น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่เฉลี่ยเพียง 25-30 กิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าความต้องการของตลาดระดับสูงที่ต้องการแพะหนัก 40-50 กิโลกรัม
โครงการวิจัยจึงแก้ปัญหาแบบครบวงจรตลอดห่วงโซ่ใน 7 อำเภอ ตั้งแต่ต้นน้ำที่การลงทะเบียนแพะ ส่งมอบพ่อพันธุ์ให้ยืมผสมพันธุ์ และถ่ายทอดความรู้เรื่องอาหารลดต้นทุน กลางน้ำที่การแปรรูปมูลแพะเป็นปุ๋ยหมักและแปรรูปเศษเหลือจากอุตสาหกรรมประมงเป็นอาหารสัตว์ และปลายน้ำที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากเนื้อแพะ
ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากโครงการนี้คือครัวเรือนยากจน 172 ครัวเรือน หรือ 1,629 คน มีรายได้เพิ่มขึ้น 2,750-3,500 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน จากรายได้เดิมเฉลี่ย 4,500-5,000 บาทต่อเดือน จำนวนแพะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1 เท่าต่อครัวเรือน และเกิดที่ดินแปลงรวมสำหรับผลิตอาหารหยาบ ทั้งใบหม่อนและหญ้าเนเปียกว่า 90 ไร่
สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องการรับการถ่ายทอดจากจีนในครั้งนี้ ได้แก่ เทคโนโลยีการผสมเทียมและการย้ายฝากตัวอ่อน เทคโนโลยีผลิตอาหารสัตว์จากอ้อย เทคโนโลยีหมักพืชอาหารสัตว์ด้วยจุลินทรีย์ และเทคโนโลยีดูแลสุขภาพแพะและการวินิจฉัยพยาธิ

ควายน้ำมรดกโลกพัทลุง
มหาวิทยาลัยทักษิณมีโจทย์ที่ซับซ้อนและมีเอกลักษณ์ที่สุดในบรรดา 4 มหาวิทยาลัย เพราะสินทรัพย์ที่เลือกนำมาพัฒนาคือ “ควายปลัก” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ควายน้ำ” ในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง ซึ่งมีการเลี้ยงสืบทอดมานานเกือบ 200 ปี และได้รับการประกาศจาก FAO ให้เป็นระบบมรดกทางการเกษตรโลก (GIAHS) เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 นับเป็นแห่งแรกของประเทศไทย
ปัจจุบันมีควายประมาณ 4,000 ตัว กระจายอยู่ใน 109 คอก ภายใต้การดูแลของเกษตรกรประมาณ 200 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ
ควายเหล่านี้ปรับตัวให้เข้ากับระบบนิเวศชุ่มน้ำได้ สามารถว่ายน้ำระยะไกลและดำน้ำหาอาหารได้ในช่วงน้ำหลาก โดยจะถูกปล่อยให้แทะเล็มในพื้นที่ธรรมชาติ 8-9 เดือนต่อปี เกษตรกรที่เลี้ยงแบบรวมกลุ่มคิดเป็น 66.25% ของเกษตรกรทั้งหมด มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 20,000-40,000 บาทต่อปีเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามราคากระบือในช่วงหลังตกต่ำลงอย่างมาก
อุปสรรคสำคัญที่โครงการต้องเผชิญมีหลายด้าน ทั้งปัญหาพื้นที่แทะเล็มลดลงจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การบุกรุกของจอกหูหนูยักษ์ที่แพร่กระจายรวดเร็วจนกระทบระบบนิเวศ ปัญหาเลือดชิดจากการผสมพันธุ์ในฝูงเดิมมาอย่างยาวนาน รวมถึงการขาดเกษตรกรรุ่นใหม่ที่จะสืบทอดภูมิปัญญาการเลี้ยงดั้งเดิม
เทคโนโลยีที่มหาวิทยาลัยทักษิณคาดหวังจะรับถ่ายทอดจากจีน ได้แก่ เทคโนโลยีการย้ายฝากตัวอ่อนและเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อปรับปรุงพันธุ์ควาย เทคโนโลยีการเลี้ยงควายเพื่อผลิตน้ำนมและการแปรรูปน้ำนม และเทคโนโลยีควบคุมและกำจัดจอกหูหนูยักษ์ที่เป็นภัยคุกคามสำคัญของระบบนิเวศทะเลน้อย
