เด็ก 5-12 ปี ประสงค์ฉีดวัคซีน 2.5 ล้านคน ศธ.เผยโรงเรียนออนไซต์แล้วกว่า 79%

ฉีดวัคซีน
Photo by Handout / Government Pharmaceutical Organization (GPO) of Thailand / AFP

กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข จัดเสวนา “ร่วมใจ 3 กระทรวง มั่นใจเปิดเรียน On Site พร้อมใช้แผนเผชิญเหตุทุกสถานการณ์” ทั่วประเทศทยอยเปิดเรียนแล้วกว่า 79% เผยตัวเลขเด็ก 5-12 ปี ประสงค์รับวัคซีน 2.5 ล้านคน ด้านหมอโอภาสยืนยันเด็กไม่ใช่หนูทดลอง เล็งใช้ซิโนแวคเป็นทางเลือกสำหรับอายุ 3-17 ปี

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข จัดเสวนา “ร่วมใจ 3 กระทรวง มั่นใจเปิดเรียน On Site พร้อมใช้แผนเผชิญเหตุทุกสถานการณ์” เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ปกครอง

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในงานเสวนาว่า กระทรวงศึกษาธิการสนับสนุนการเปิดเรียน On Site มาโดยตลอด ถึงแม้ว่าตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าที่ผ่านมา ประเทศไทยรวมทั้งทั่วโลกต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งทุกคนมีความกังวลเพราะต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ทั้งการทำงานหรือเรียนผ่านระบบออนไลน์ การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล การงดไปในสถานที่เสี่ยงต่าง ๆ แต่วันนี้ทุกคนเริ่มเข้าใจเรียนรู้และปรับตัวว่าต้องใช้ชีวิตอย่างไรกับโรคโควิด-19

ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการศึกษา มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกมิติ และมีความเป็นห่วงนักเรียนนักศึกษา โดยพยายามหาแนวทาง มาตรการ การดำเนินการเพื่อให้เด็กนักเรียนไม่ขาดกระบวนการเรียนรู้ ทั้งการอนุมัติให้มีการฉีดวัคซีนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน โดยเฉพาะอายุ 12-17 ปี 11 เดือน 29 วัน และ 5-11 ปี 11 เดือน 29 วัน เพื่อให้สถานศึกษาเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดแก่เด็กนักเรียน

ขณะนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้มีการฉีดวัคซีนเข็มแรกไปกว่าร้อยละ 99 และเข็ม 2 กว่าร้อยละ 80 เช่นเดียวกับนักเรียนในกลุ่มอายุ 12-17 ปี 11 เดือน 29 วันที่ได้ฉีดวัคซีนเข็มแรกและเข็ม 2 ไปแล้วกว่าร้อยละ 80

แม้จะมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน แต่การเรียนรู้ของเด็กต้องไม่หยุดนิ่ง ขอให้ทุกคนตระหนักถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่อย่าตระหนก ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็น 6 มาตรการหลัก (DMHC-RC) 6 มาตรการเสริม (SSE-CQ) 7 มาตรการเข้มงวด และการจัดทำแผนเผชิญเหตุ โรงเรียนจะเปิดเรียนออนไซต์ได้ ต้องผ่านมาตรการและควบคุมของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ขอให้ผู้ปกครองตลอดจนประชาชนเชื่อมั่น เพราะทุกโรงเรียนได้ดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

ทั่วประเทศเปิดเรียนแล้ว 79%

ด้านนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า การเปิดเรียนเป็นจุดสำคัญของการเรียนรู้ ทั้งด้านองค์ความรู้ การพัฒนาทางร่างกายและจิตใจ ซึ่ง ศธ.ไม่ใช่เพียงหน่วยงานเดียวที่จัดการศึกษา ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ อาทิ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ดูแลโรงเรียนสาธิตต่าง ๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แต่กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบโรงเรียน และนักเรียนมากที่สุดกว่า 34,000 แห่ง

ขณะนี้มีเด็กในระบบการศึกษากว่า 9.7 ล้านคน จากทุกหน่วยงานที่จัดการศึกษา ซึ่งมีโรงเรียนทยอยเปิดเรียนจำนวนมาก ศธ.ได้สำรวจข้อมูลการเปิดเรียนจาก 77 จังหวัด มีการส่งข้อมูลมาแล้ว 40 จังหวัด เปิดเรียนแล้วร้อยละ 79.32 ในจำนวนดังกล่าวมี 2 จังหวัดที่มีการเปิดเรียนน้อยกว่าร้อยละ 30 ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต ร้อยละ 21.66 จังหวัดระยอง ร้อยละ 29.27 ส่วนที่เหลืออีก 37 จังหวัดขณะนี้ยังไม่ส่งข้อมูลมา แต่คาดว่ามีจำนวนใกล้เคียงกัน

เด็ก 5-12 ปี ประสงค์ฉีดวัคซีน 2.5 ล้าน

สำหรับการสำรวจจำนวนที่ประสงค์ให้เด็กช่วงอายุ 5-11 ปี 11 เดือน 29 วัน ฉีดวัคซีนนั้น จากจำนวนนักเรียนทั้งในและนอกสังกัด ศธ. ทั้งประเทศจำนวน 5,381,431 คน จากการสำรวจข้อมูลล่าสุด มีจังหวัดส่งข้อมูลมาแล้ว 61 จังหวัด สำรวจเด็ก 4,185,000 คน คิดเป็นร้อยละ 78 ประสงค์ฉีดวัคซีน 2,570,000 คน คิดเป็นร้อยละ 61 โดยส่วนตัวเชื่อว่าผู้ปกครองจะแสดงความประสงค์ให้นักเรียนฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น

Advertisement

แนวทางเปิดออนไซต์

ขณะที่นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวถึงปัญหาในการเปิดเรียนรวมทั้งแนวทางที่โรงเรียนต้องเตรียมพร้อมปฏิบัติว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงระยะเวลา 2 ปีกว่าที่ผ่านมา เรามีการจัดรูปแบบการเรียนการสอน 5 รูปแบบ ได้แก่ On Site, On Air, Online, On Demand, และ On Hand ซึ่งใน 5 รูปแบบนี้เราทุกคนเห็นตรงกันว่ารูปแบบที่ดีที่สุด คือ แบบ On Site

จากนโยบาย รมว.ศธ.ที่ได้พยายามผลักดันให้เปิดเรียนตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นมา มีโรงเรียนจำนวนมากที่สามารถเปิดเรียนแบบ On Site ได้แล้ว แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์ใหม่ ทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล

ดังนั้น แนวทางในการเปิดเรียน สพฐ.จำแนกโรงเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มที่ยังไม่เคยเปิดเรียนมาเลยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน และกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่เปิด On Site อยู่แล้วก่อนปีใหม่ และจะมาปิดหลังปีใหม่นี้ สำหรับโรงเรียนที่ยังไม่เคยเปิดเรียนแต่ประเมินโรงเรียน 44 ข้อผ่านแล้ว ให้ส่งเรื่องมายังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เพื่อนำเรื่องเข้าสู่ ศบค.จังหวัดให้อนุมัติ

หาก ศบค.จังหวัดเห็นชอบก็สามารถดำเนินการเปิดเรียนต่อไปได้ โดยพิจารณาตามบริบทของพื้นที่ แต่หากโรงเรียนยังทำการประเมินไม่ผ่าน ก็ต้องประเมินตัวเองให้ผ่านเสียก่อน เพราะถึงแม้เราจะต้องการให้นักเรียนมาเรียนแบบ On Site แต่ความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุด

@สธ.ยืนยันเด็กไม่ได้เป็นหนูทดลอง

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถเปิดเรียนได้ คือ ความกังวลของผู้ปกครองและผู้บริหารจังหวัดในการเปิดเรียนแล้วจะมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น จึงขอชี้แจงว่าประเทศไทยผ่านสถานการ์แพร่ระบาดใหญ่มาแล้ว การฉีดวัคซีน การรักษา รวมถึงการปรับตัวดีขึ้นมาก เพราะขณะนี้โควิด-19 กำลังใกล้จะเข้าสู่โรคประจำถิ่น ที่คนสามารถอยู่ร่วมกันได้ มีอาการติดเชื้อไม่รุนแรง

ในความเข้าใจส่วนตัวผู้ปกครองคงกังวลว่าเด็กจะเป็นหนูทดลอง ตนขอยืนยันในความปลอดภัย โดยวัคซีนที่ทั่วโลกอนุมัติให้ใช้กับเด็ก คือ ไฟเซอร์ เป็นวัคซีนในกุล่ม mRNA โดยวัคซีนที่จะนำมาฉีดให้เด็ก จะคำนึงถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย ส่วนวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีส้ม สั่งซื้อไป 10 ล้านโดส ผู้ผลิตแจ้งจะส่งมอบจะจัดส่งให้ประเทศไทยสัปดาห์ละ 3 แสนโดส สธ.จัดสรรวัคซีนเพื่อให้บริการฉีดวัคซีนผ่านสถานศึกษา ฉีดวัคซีนให้นักเรียนชั้น ป.6 ที่อายุต่ำกว่า 12 ปีก่อน จากนั้นฉีดวัคซีนให้ชั้นอื่น ๆ จนถึงชั้น ป.1

เล็งใช้ซิโนแวคในเด็ก 3-17 ปี

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียนวัคซีนซิโนแวค ซึ่งคงเหลืออยู่ 4 ล้านโดส สำหรับฉีดในเด็กอายุ 3-17 ปี เพื่อเป็นทางเลือกในการเข้ารับวัคซีนต่อไป