เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
Real Estate กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
SD ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
Automotive ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
“ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
Real Estate “ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
Finance แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
Finance ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
HONGQI E-HS9 SUV EV ขับเฟิร์ม ทรงดี
Automotive HONGQI E-HS9 SUV EV ขับเฟิร์ม ทรงดี
เปิดมหกรรมชายแดนสระแก้ว 2026 ดัน 200 คูหา เชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก
Economic เปิดมหกรรมชายแดนสระแก้ว 2026 ดัน 200 คูหา เชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก
อิเล็กทรอนิกส์ไทยโตแรง 41% แต่เครื่องใช้ไฟฟ้ายังสะดุด จับตานำเข้าพุ่งทะลุเท่าตัว
Economic อิเล็กทรอนิกส์ไทยโตแรง 41% แต่เครื่องใช้ไฟฟ้ายังสะดุด จับตานำเข้าพุ่งทะลุเท่าตัว
อุตุฯ เตือน 30 จังหวัด รับมือฝนตกหนัก-ท่วมฉับพลัน อันดามันคลื่นสูง 4 เมตร เรือเล็กงดออกจากฝั่ง
News อุตุฯ เตือน 30 จังหวัด รับมือฝนตกหนัก-ท่วมฉับพลัน อันดามันคลื่นสูง 4 เมตร เรือเล็กงดออกจากฝั่ง
ดูทั้งหมด

US แบนน้ำปลา “ทิพรส-ปลาหมึก” ซ้ำรอยมะขามเปียก-พริกแกง-ใบกะเพรา-

29 ต.ค. 2561 | 07:00น.

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที เมื่อสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประจำนิวยอร์ก สหรัฐ ได้รายงานเข้ามายังกระทรวงพาณิชย์ไทยว่า ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Office of Compliance, Center of Food Safety and Applied Nutrition สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (US-FDA) ได้ประกาศให้บริษัทผู้ส่งออกน้ำปลาจากประเทศไทย 2 บริษัท คือ โรงงานน้ำปลาไทย (ตราปลาหมึก) จํากัด หรือ Thai Fishsauce Factory (Squid Brand) Co., Ltd. เข้าไปอยู่ในบัญชี Import Alert # 16-120 และประกาศ “กักกัน” สินค้าน้ำปลาที่นําเข้าจากบริษัทผู้ส่งออกไทยอีกส่วนหนึ่ง (Detention Without Physical Examination) ด้วย

โดย US-FDA ได้ให้เหตุผลว่า เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตน้ำปลาไทยละเมิดกฎระเบียบ HACCP สําหรับสินค้าอาหารทะเล โดยกระบวนการผลิตน้ำปลาอาจจะก่อให้เกิดสาร histamine และสารพิษจากเชื้อแบคทีเรีย clostridium butolinum ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ดังนั้น US-FDA จึง “สั่งให้หยุดนำเข้า” นอกจากนี้แล้วยังมีบริษัทผู้ส่งออกน้ำปลาไทยที่อยู่ภายใต้การกักกันอีก 3 บริษัท ได้แก่ 1) บริษัท Saigon International (2004) จ.ราชบุรี 2) บริษัท Tang Sang Hah จ.สมุทรปราการ (ทิพรส) ครั้งแรก วันที่ 21 เม.ย. 57 และครั้งที่ 2 วันที่ 20 พ.ค. 57 และล่าสุด 3) บริษัท Thai Fishsauce Factory (Squid Brand) Co., Ltd. (ตราปลาหมึก) เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 61

น้ำปลาฮ่องกงแซงหน้าไทย

การประกาศกักกันครั้งนี้ถือเป็นเรื่อง “อ่อนไหว” สำหรับประเทศไทย ซึ่งประกาศตัวเป็น “ครัวไทยสู่ครัวโลก” เพราะกระทบต่อความมั่นใจของผู้บริโภคน้ำปลา ร้านอาหารไทยในสหรัฐประมาณ 5,000 แห่ง-ร้านอาหารเอเชียที่ใช้น้ำปลาในการปรุงรสอาหารจนเกิดความกังวลว่า หากไม่มีน้ำปลาใช้ก็จำเป็นที่จะต้องปรับสูตรการปรุงอาหารด้วยการหันไปใช้ “เกลือ” แทน ซึ่งอาจจะส่งผลต่อรสชาติ-สูตรอาหารไทย

อย่างไรก็ตาม บริษัทผู้ผลิต-ส่งออกน้ำปลาไทยที่ถูกระบุรายชื่อถูกกักกันในบัญชี Import Alert ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 เพราะตลาดสหรัฐถือเป็นตลาดส่งออกน้ำปลาไทยอันดับ 1 หากจะว่าไปแล้ว น้ำปลาตรา “ทิพรส” ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายแรกที่ถูกขึ้นบัญชี ถือเป็นผู้ส่งออกที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในสหรัฐ คิดเป็นประมาณ 60-70% ของการส่งออกน้ำปลาไทย และหลังจากปี 2557 ที่ถูกสหรัฐจัดขึ้นบัญชี Import Alert ทำให้การนําเข้าน้ำปลาจากไทยไปสหรัฐลดลง ประมาณ 40% หรือจากมูลค่า 21.29 ล้านเหรียญสหรัฐ เหลือมูลค่า 13.39 ล้านเหรียญ ในปี 2558

ในขณะที่การนําเข้าน้ำปลาจากฮ่องกงกลับขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า จากในปี 2557 ที่มูลค่า 4.15 ล้านเหรียญ เพิ่มไปอยู่ที่มูลค่า 12.72 ล้านเหรียญ ในปี 2558 ส่งผลให้สัดส่วนการตลาดของน้ำปลาไทยลดลงเหลือเพียง 35-40% กระทั่งล่าสุดน้ำปลาตรา “ปลาหมึก” ผู้ส่งออกเบอร์ 2 ก็ถูกสุ่มตรวจและระงับการนำเข้าไปอีกราย โดยประเด็นหลักที่ US-FDA ต้องการก็คือ ขอให้ไทยแสดงหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่า “น้ำปลาไทยมีมาตรฐานและต้มน้ำปลาก่อนส่งออก” แต่กรณีนี้ไม่ใช่ถือเป็นกรณีแรกของประเทศไทย ก่อนหน้านั้นสหรัฐก็ได้ออกประกาศกักกัน “มะขามเปียก-พริกแกง-ปลาแห้ง” พบสารปลอมปนผ่านทางระบบนี้ รวมไปถึงกรณีการตรวจสอบเข้มงวดและห้ามนำเข้า “ใบกะเพรา-โหระพา-มะเขือเปราะ” ของสหภาพยุโรปด้วย

สมาคมน้ำปลาออกโรงโต้

ด้าน นายกวิน ยงสวัสดิกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อุตสาหกรรมน้ำปลาระยอง จำกัด ผู้ผลิตน้ำปลาแบรนด์ “หอยเป๋าฮื้อ” และกรรมการสมาคมน้ำปลาไทย กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ส่งออกน้ำปลาได้ผลิตน้ำปลาตามมาตรฐาน CODEX ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ทุกประเทศรวมถึงสหภาพยุโรปยอมรับ แต่สหรัฐมีมาตรฐานที่แตกต่างออกไปจากประเทศอื่น โดยในส่วนของมาตรฐาน CODEX กำหนดให้มีส่วนผสมของสาร histamine ได้ไม่เกิน 400 PPM ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สารชนิดนี้พบในปลา/อาหารทะเลอยู่แล้ว จะมีปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ “และสารนี้ DH ไม่ใช่สารก่อมะเร็ง” ส่วนเชื้อแบคทีเรีย clostridium butolinum เป็นเชื้อที่อาจจะทำให้เกิดอาการท้องเสียเท่านั้น

ล่าสุด กรมประมง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำส่งออก อยู่ระหว่างการประสานไปยังสหรัฐเพื่อชี้แจงว่า กรณีที่ US-FDA เรียกร้องให้ผู้ผลิตน้ำปลาไทย “ต้มน้ำปลา” ที่ส่งออกไปนั้น เป็นเรื่องที่ “ไม่สามารถทำได้” เพราะการนำน้ำปลาไปต้มอาจจะส่งผลต่อเอกลักษณ์น้ำปลา และทำให้น้ำปลามีสีดำเร็วขึ้น พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า ยังมีน้ำปลาไทยแบรนด์อื่น ๆ อีกประมาณ 10 แบรนด์ รวมถึงน้ำปลาตราหอยเป๋าฮื้อจากประเทศไทยสามารถส่งเข้าไปจำหน่ายในตลาดสหรัฐได้ตามปกติ และกรณีที่เกิดขึ้นกับน้ำปลาไทยเพียง 4 แบรนด์ข้างต้นนั้น “จะไม่กระทบต่อการส่งออกน้ำปลาทั้งประเทศ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี”

ทั้งนี้ ผู้ผลิตส่งออกน้ำปลาไทยขอให้สมาคมน้ำปลาไทย ประสานไปยังกรมประมง เพื่อให้ทราบความชัดเจนถึงแนวทางการปฏิบัติว่า สหรัฐต้องการดำเนินการอย่างไร เพราะ “ลึก ๆ ยังไม่ชัดว่าสหรัฐกังวลอะไร และกรณีนี้ภาครัฐจะเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างไรบ้าง” นายกวินกล่าว

ต้มก่อน-แตกแบรนด์ใหม่

ขณะที่ นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า สมาคมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอยืนยันว่า สินค้าน้ำปลาไทยมีความปลอดภัย เพราะผู้ผลิตไทยมีกระบวนการผลิตเป็นตามมาตรฐานสากล CODEX ซึ่งให้มีสาร histamine เป็นส่วนผสมไม่เกิน 400 PPM และสารนี้พบในส่วนผสมของอาหารทะเล “มันไม่ใช่สารก่อมะเร็ง” แต่เป็นเพียงสารก่อภูมิแพ้เท่านั้น ส่วนเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวไม่ได้ก่อมะเร็งเช่นกัน

การแก้ไขขณะนี้ทางบริษัทผู้ผลิตส่งออกน้ำปลาไทยที่ถูกขึ้น list อยู่ระหว่างการจัดส่งเอกสารให้ชัดเจนขึ้น โดยเคสนี้จะแตกต่างจากเคสของ “น้ำปลาทิพรส” ก่อนหน้านี้ที่ทางสหรัฐขอให้มีการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ว่า ไม่ได้มีสารเจือปนและให้ต้ม ซึ่งกรมประมงไทยอยู่ระหว่างการดำเนินการชี้แจงว่า กระบวนการ “หมักน้ำปลา” โดยใช้เกลือทำให้เกิดความเค็ม เป็นกระบวนการปกติของคนเอเชียที่มีความปลอดภัยสูงตามมาตรฐานสากล CODEX สามารถถนอมอาหารโดยใช้ความเค็มได้และไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการต้ม

ขณะนี้ผู้ส่งออกน้ำปลาไทยมีแนวทางดำเนินการ 2 แนวทาง คือ 1) ต้องต้มน้ำปลาตามที่สหรัฐร้องขอ และพยายามพัฒนานวัตกรรมที่จะมาช่วยคงเอกลักษณ์ของน้ำปลาไทยไว้ให้ได้มากที่สุดวิธีการนี้เชื่อว่าการต้มจะไม่ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือ 2) การรักษาแบรนด์น้ำปลาเดิม ซึ่งเป็นแบรนด์พรีเมี่ยมไว้และนำส่งออกไปตลาดอื่นที่ไม่ใช่ตลาดสหรัฐ และสร้างแบรนด์รองขึ้นมา เพื่อผลิตน้ำปลาตามมาตรฐานของสหรัฐ เพื่อส่งออกไปตลาดสหรัฐโดยเฉพาะ

รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android

อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”