ส่งออก “ชิ้นส่วนรถยนต์” พุ่ง ออร์เดอร์ทะลักดูดเงินเข้า ปท. 6.4 แสน ล.-

ค่ายชิ้นส่วนปลิ้มยอดส่งออกสดใส ตลาดรถยนต์โตทะลุ 200% มั่นใจทั้งปีโกยเงินเข้าประเทศ 6.4 แสนล้าน

นายถาวร ชลัษเฐียร ประธานคลัสเตอร์ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในช่วงที่ผ่านมา มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 13.90% คิดเป็นมูลค่า 9,447.42 ล้านเหรียญ ขณะที่มูลค่าการนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มขึ้น 6.82% คิดเป็นมูลค่า 7,627.07 ล้านเหรียญ

สำหรับตลาดหลักของการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ไทยไปจำหน่าย ได้แก่ อเมริกา มูลค่า 1,319.30.30 ล้านเหรียญ,ญี่ปุ่น มูลค่า 827.66 ล้านเหรียญ, อินโดนีเซีย มูลค่า 758.52 ล้านเหรียญ, มาเลเซีย มูลค่า 635.54 ล้านเหรียญ และจีน มูลค่า 534.15 ล้านเหรียญ ส่วน 5 อันดับแรกที่ไทยนำเข้าชิ้นส่วนมาผลิต ได้แก่ ญี่ปุ่น มูลค่า 2,783.12 ล้านเหรียญ, จีน มูลค่า 1,597.74 ล้านเหรียญ, อเมริกา มูลค่า 452.49 ล้านเหรียญ, อินโดนีเซีย มูลค่า 416.49 ล้านเหรียญ และเยอรมนี มูลค่า 397.63 ล้านเหรียญ

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้มูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเหนือความคาดหมายนั้น เป็นผลมาจากการส่งออกรถยนต์ออกไปจำหน่ายยังประเทศต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป และชิ้นส่วนเพื่อไปประกอบรถยนต์ โดยเฉพาะชิ้นส่วนประดับยนต์, ยางรถยนต์, ชิ้นส่วนจากยาง, เครื่องยนต์สันดาปภายใน, หม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ, ส่วนประกอบรถจักรยานยนต์, ชุดสายไฟ, เพลาส่งกำลัง ข้อเหวี่ยง, กระจก และ ฯลฯ

ขณะที่ชิ้นส่วนที่มีการนำเข้ามามากที่สุดได้แก่ โครงรถและตัวถัง, เครื่องยนต์ เพลาส่งกำลังและส่วนประกอบ, ส่วนประกอบยานยนต์อื่น ๆ, ส่วนประกอบและอุปกรณ์รถจักรยานยนต์และรถจักรยาน และยางรถยนต์

“จะเห็นว่า ในส่วนของมูลค่าส่งออกชิ้นส่วนช่วงที่ผ่านมามีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับการส่งออกรถยนต์ ทั้งนี้เป็นเพราะเรามีการส่งออกชิ้นส่วนเพื่อนำไปประกอบรถยนต์ในต่างประเทศด้วย รวมทั้งในส่วนของชิ้นส่วนทดแทนและอุปกรณ์ประดับยนต์ ส่วนมูลค่าการนำเข้านั้น หลัก ๆ จะมาจากกลุ่มรถยนต์ยุโรป ซึ่งเราต้องนำเข้าชิ้นส่วนบางกลุ่มเข้ามาประกอบ เช่น มินิ บีเอ็มฯ หรือรถจักรยานยนต์ไทรอัมพ์ ซึ่งมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

ทั้งนี้นายถาวรคาดว่า สถานการณ์โดยรวมของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ทั้งปีน่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ 640,000 ล้านบาท โตขึ้น 14% โดยตลาดที่น่าจะเติบโตและมีศักยภาพโดดเด่น คือ สหรัฐอเมริกา เห็นได้จากการเติบโตต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าถ้าเทรนด์ของตลาดยังเป็นแบบนี้ต่อไป ถือเป็นโอกาสอันดี โดยเฉพาะ 2 ค่ายรถยนต์ อย่างเชฟโรเลต และฟอร์ดที่ใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อการส่งออก