จับตารัฐสั่งแบนยาฆ่าหญ้า-แมลง เกษตรกรจ่อส่งข้อมูลใหม่ให้พิจารณา-
กลายเป็นประเด็นร้อนสำหรับวงการเกษตรไทย กับกรณี “พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส” เมื่อคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ครั้งที่ 4/2560 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยมีตัวแทนจาก 5 กระทรวงหลักเข้าร่วมได้มีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 2 ชนิดนี้ โดยไม่ให้กรมวิชาการเกษตรรับขึ้นทะเบียน ไม่ต่ออายุทะเบียน และห้ามนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยอีก ตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2560 และเลิกใช้อย่างสิ้นเชิงภายในวันที่ 1 ธ.ค. 2562 โดยระบุว่า พาราควอตจัดเป็นยาพิษที่มีความรุนแรง ไม่สามารถหายาถอนพิษได้ ที่ผ่านมา 47 ประเทศทั่วโลกยกเลิกการใช้แล้ว ทำเอาบริษัทขายยาและเกษตรกรที่นิยมใช้ออกมาคัดค้าน
โดยล่าสุดสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยได้จัดเวทีเสวนาเชิงวิชาการ ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ศกนี้ วันถัดมาเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 60 “กรมวิชาการเกษตร” ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งเกษตรกรและกลุ่ม NGOs เอกชนมาช่วยกันเสนอไอเดียเพื่อหาทางออก
จี้ “ฉัตรชัย” ไขคำตอบ
นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า เกษตรกรล้วนกังวลว่า หากยกเลิกสารเคมี 2 ตัวนี้ โดยเฉพาะสารพาราควอตอาจกระทบต่อต้นทุนของเกษตรกร ซึ่งสวนทางกับนโยบายของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้เกษตรกรลดต้นทุนและแนะนำให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบปลอดภัย ให้ใช้สารเคมีได้ในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งสารพาราควอต เกษตรกรเข้าใจและคุ้นชิน รู้ว่าจะใช้อย่างไร ในปริมาณเท่าใด จึงจะเหมาะสม
นางสาววัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ นายกสมาคมอารักขาพืชไทย กล่าวว่า เกษตรกรใช้สารเคมีในประเทศไทยมานาน ในฐานะผู้ผลิตขอย้ำว่า ผู้ประกอบการมีจรรยาบรรณในการผลิตทุกกระบวนการ หากสารเคมีเหล่านี้เป็นผลเสียในทางเดียวแล้วถูกผลิตออกไป คงไม่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการเกษตรกรรมไทยมาถึงจุดนี้ได้แน่นอน
เกษตรกรทั่วประเทศไม่ให้แบน
ส่วนเวทีกรมวิชาการเกษตรได้เปิดเวทีรับฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อกำหนดมาตรการในการควบคุมสารกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด ทั้งพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสตขึ้นเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีเกษตรกรจากทั่วประเทศเข้าร่วมการแสดงความคิดเห็นอย่างคับคั่ง ซึ่งเกษตรกรเหล่านี้เห็นว่า การใช้สารทั้ง 3 ชนิด ถ้าทำถูกที่ ถูกเวลา ถูกอัตรา ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด จึงไม่ต้องการให้แบนการใช้ หลายคนใช้มา 20-40 ปี สุขภาพยังแข็งแรง บางคนเป็นเบาหวานต้องตรวจเลือดทุกเดือนก็ไม่มีสารพิษตกค้าง ดังนั้นจึงเสนอให้กรมวิชาการเกษตรรับต่อทะเบียนสารเคมีเหล่านี้อีก แต่ถ้าหากยังสงสัยกัน ก็ทำวิจัยอันตรายจากสารอีกครั้ง หากพบว่ามีผลเสียมากกว่าผลดี ก็ยกเลิกการขึ้นทะเบียนได้
กรมฯ ชี้ 8 ปี พบตกค้างต่ำ
ทางด้านนางผกาสินี คล้ายมาลา จากกองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการเก็บตัวอย่างหาสารตกค้างพาราควอตในดินและน้ำทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2552-2560 ในดิน 500 กว่าตัวอย่าง และในน้ำ 700 กว่าตัวอย่าง ทั้งจากแม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก บางปะกง ท่าจีน แม่กลอง พบที่ดินตะกอนแม่น้ำน่านแห่งเดียว แต่อยู่ในระดับ 1.08 มิลลิกรัม/กก.เท่านั้น และเจอคลอร์ไพริฟอสในอาหารบ้าง ซึ่งช่วงนี้กำลังเก็บตัวอย่างจากสวนผลไม้ภาคตะวันออก 4 จังหวัดมาวิจัยหาสารตกค้างเพิ่มอีก
“ข้อมูลที่ไทยแพนหรือเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชส่งให้คณะกรรมการชุดใหญ่ จะอิงข้อมูลอาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวรที่ไปตรวจดินและน้ำที่น่านเพียง 2 เดือน แต่ผลวิจัยยังไม่ครบถ้วน และมีกระแสข่าวว่าเจอสารตกค้าง ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านและกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมไปตรวจซ้ำ ปรากฏว่าไม่พบ และที่มีกระแสข่าวว่า พบผู้ป่วยมะเร็งจากสารนี้ 42 ราย ตรวจสอบแล้วว่ามีสาเหตุจากพยาธิ 2 ราย ที่เหลือเป็นมะเร็งท่อน้ำดีที่ไม่เกี่ยวกับพาราควอต”
ดร.บุญญานาถ นาถวงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจ บริษัท มอนซานโต้ ไทยแลนด์ จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ไกลโฟเสตย่อยสลายได้ในดิน ไม่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม ย่อยโดยจุลินทรีย์ในดิน ตกค้างในดินเพียง 30-40 วัน ซึ่งไกลโฟเสตและพาราควอตเปรียบเสมือนประจุลบ ดินเป็นประจุบวก จะจับตัวกันแน่น ในขณะที่หากไหลลงสู่แหล่งน้ำจะจับตัวกับสารอินทรีย์ที่แขวนลอยในน้ำและมีการย่อยสลายไปในที่สุด แล้วแต่ปริมาณสาร หากมีมากอาจใช้เวลาย่อยสลายเพิ่มขึ้น
นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวไปแล้วทุกภาค จะต้องรวบรวมความคิดเห็นส่งให้คณะทำงานเฝ้าระวังวัตถุอันตรายพิจารณาตามหลักวิชาการให้เสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ ก่อนเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานพิจารณาต่อไป
ผงะผลวิจัย ม.นเรศวร น้ำ-ผัก พบปนเปื้อนเพียบ
ในการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพิจารณาลด ละเลิกใช้วัตถุอันตรายฯ ครั้งนี้ ทางเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือไทยแพน (Thai-PAN) นำโดยนางสาวภาวิณี วัตถุสินธุ ในฐานะนักวิจัยของไทยแพนได้เข้าชี้แจง และนำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ของแผนงานวิจัยเรื่องการวิจัยเชิงบูรณาการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพหน่วยงานท้องถิ่นในการจัดการและป้องกันการปนเปื้อนของสารพิษบนพื้นที่ต้นน้ำน่าน ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการด้านวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร พอสรุปได้ว่า
พบการปนเปื้อนสารเคมีในช่วงฤดูเพาะปลูกใน “น้ำผิวดิน” พบพาราควอตถึง 64 ตัวอย่าง จาก 65 ตัวอย่าง ส่วน “ในน้ำใต้ดิน” พบพาราควอต 13 แห่ง จาก 15 แห่ง นอกจากนี้ จากการสุ่มตรวจดังกล่าว พบพาราควอตใน “ผัก” 45 ตัวอย่าง (จากทั้งหมด 45 ตัวอย่าง และพบในปลา 19 ตัวอย่าง จากทั้งหมด 19 ตัวอย่าง
ทำให้ไทยแพนนำข้อมูลเหล่านี้เสนอให้คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงพิจารณาแบน 2 สารดัง คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้ 1 สาร คือ ไกลโฟเสต
โดยในน้ำประปาและน้ำดื่มบรรจุขวดมีการตกค้างของสารเคมีทั้ง 4 ชนิด โดยพบ อาทราซีน ไกลโฟเสต และพาราควอต ในทุกตัวอย่างของน้ำประปาและน้ำดื่มบรรจุขวด
ที่มาของการตกค้างของสารเคมีเหล่านี้ในน้ำประปาและน้ำดื่มนั้น มาจากการสำรวจของคณะผู้วิจัยซึ่งพบว่า แหล่งน้ำดิบที่นำมาผ่านกระบวนการทำให้น้ำสะอาดเพื่อเป็นน้ำประปาและน้ำดื่มนั้น ได้มาจากแหล่งน้ำผิวดิน และน้ำบ่อตื้น ซึ่งแหล่งน้ำเหล่านี้มีการปนเปื้อนของสารเคมีอยู่แล้ว และจากการที่ระบบผลิตน้ำประปาและน้ำดื่มนั้นไม่ได้มีกระบวนการเฉพาะในการกำจัดสารเคมีปราบศัตรูพืชให้หมดไปโดยเฉพาะ จึงทำให้พบสารเคมีตกค้างในน้ำประปาและน้ำดื่ม ส่วนในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว พบพาราควอตตกค้างในน้ำผิวดินทุกตัวอย่าง โดยมีค่าเฉลี่ยของสารเคมีที่พบในฤดูเก็บเกี่ยวนี้มากกว่าฤดูเพาะปลูก
จากผลของการวิเคราะห์ที่ผ่านมา แสดงถึงการตกค้างของสารเคมีในน้ำและในดิน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการตกค้างของสารเคมีเหล่านี้ปรากฏในผักจากการดูดซึมสารเคมีที่ปนเปื้อนอยู่ในดินเข้าสู่ลำต้น และส่วนต่าง ๆ ของพืช ในลักษณะเดียวกัน การตกค้างของสารเคมีในน้ำอาจทำให้เกิดการได้รับสารเคมีไปสู่ตัวปลา ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ปนเปื้อนสารเคมีนั้น ๆ และเกิดการสะสมในอวัยวะต่าง ๆ
“ผลวิจัยกล่าวถึงเฉพาะพาราควอตอย่างเดียว แต่ประเด็นสำคัญ คือ พาราควอตจะถูกดูดซับในดินได้ดีก็ตาม แต่เนื่องจากมีการใช้มาเป็นเวลานานเกินกว่าที่ดินจะดูดซับไว้ได้ จึงลงไปสู่แหล่งน้ำ”
นอกจากนี้ นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ได้ยื่นหนังสือ ถึง “อธิบดีกรมวิชาการเกษตร” โดยมีสาระสำคัญว่า “เพื่อยกระดับความปลอดภัยมนุษย์และสิ่งแวดล้อม และไม่เป็นการเพิกเฉยต่อผลการศึกษาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ไทยแพนขอสนับสนุนมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ครั้งที่ 4/2560 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ที่มีตัวแทนจาก 5 กระทรวงหลักให้ยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ทั้งพาราควอต ไกลโฟเสต และควอไพริฟอส
อย่างไรก็ตาม นางสาวภาวิณีได้ตั้งข้อสังเกตทิ้งท้ายว่า ในการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียฯ ครั้งนี้ ผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ไม่หลากหลาย โดยกลุ่มเกษตรกรที่แสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือ สนับสนุนการใช้ยาฆ่าหญ้า