ผู้นำที่องค์กรต้องการ-
คอลัมน์ ถามมา-ตอบไปสไตล์คอนซัลต์
โดย อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา สลิงชอท กรุ๊ป
เคยสงสัยไหมวัน ๆ CEO ทำอะไร ?
บ่อยครั้งที่ได้ยินพนักงานในองค์กรต่าง ๆ พูดให้ฟังเสมอว่า แทบไม่มีโอกาสได้เจอหน้านายใหญ่เลย ยกเว้นในห้องประชุมหรือตามงานเลี้ยงต่าง ๆ เท่านั้น แม้ไม่ได้อยากเจอมากนัก แต่ก็สงสัยว่า CEO ทำอะไร ทำไมดูยุ่งซะเหลือเกิน
คำถามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะพนักงานเพียงอย่างเดียว นักวิจัยกลุ่มหนึ่งก็เกิดความสงสัยใคร่รู้เช่นกัน พวกเขาอยากรู้ว่า “กิจกรรมที่ CEO ทำในแต่ละวันมีความเกี่ยวโยงกับความสำเร็จหรือความล้มเหลวขององค์กรมากน้อยเพียงใด”
จึงเก็บข้อมูล CEO จำนวน 1,000 คน จาก 6 ประเทศ โดยดูว่าในแต่ละสัปดาห์ CEO ทำอะไรบ้าง ? เกี่ยวข้องกับใคร ? และกิจกรรมเหล่านั้นมีการวางแผนมาล่วงหน้าหรือไม่ ?
จากนั้นจึงเชื่อมโยงข้อมูลที่ได้กับผลการดำเนินงานของกิจการ สิ่งที่พบในเบื้องต้นคือ โดยทั่วไป CEO ที่ลงรายละเอียดในการบริหารจัดการ มักมีประสิทธิภาพในการทำงานน้อยกว่าผู้นำที่มองภาพใหญ่แล้วปล่อยให้ทีมงานจัดการในภาพย่อยเอง
พวกเขาแบ่งลักษณะการทำงานของ CEO ออกเป็น 2 ประเภทคือ CEO แบบนักบริหาร (manager) และ CEO แบบผู้นำ (leader)
จากการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่ CEO ทำพบว่า CEO แบบนักบริหาร มักใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเยี่ยมสาขา หรือโรงงาน มีปฏิสัมพันธ์กับพนักงานที่ทำงานอยู่ตามห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ต่าง ๆ และพบปะกับลูกค้ารวมทั้งคู่ค้าอยู่เสมอ
ในทางกลับกัน CEO แบบผู้นำ มุ่งเน้นกิจกรรมไปที่การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริหารด้วยกัน พบปะ ประชุมกับหลากหลายหน่วยงานภายในองค์กร บางครั้งอาจขยายการพูดคุยไปถึงบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องด้วย เท่าที่จำเป็น โดยเน้นการสื่อสารที่ได้เห็นหน้าเห็นตากันไม่ว่าจะเป็นแบบเจอตัวเป็น ๆ หรือผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ตาม
จากข้อมูลที่ได้พบว่า CEO แบบผู้นำใช้เวลาประมาณ 1/4 ของวัน อยู่คนเดียวเพื่อตอบอีเมล์ เซ็นเอกสารหรือจัดการกับงานต่าง ๆ อีก 10% ของเวลาหมดไปกับเรื่องส่วนตัว 8% ใช้สำหรับการเดินทาง ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 56% อยู่กับคนอื่น ซึ่งส่วนมากเป็นกิจกรรมที่มีการนัดหมายไว้ล่วงหน้า โดย 1/3 ของเวลาดังกล่าว ใช้ไปกับการพูดคุยแบบตัวต่อตัว ส่วนที่เหลือเป็นการคุยกันแบบกลุ่ม
สำหรับเวลาที่ใช้ไปในการพบปะผู้อื่นนั้น สามารถแบ่งออกได้ดังนี้ 35% อยู่กับฝ่ายผลิต 22% อยู่กับฝ่ายขายและการตลาด 17% อยู่กับฝ่ายการเงิน อีก 10% เป็นการพบปะเยี่ยมเยียนลูกค้า และ 7% ใช้ไปกับการพูดคุยกับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่เหลือใช้ไปกับหน่วยงานอื่น ๆ และผู้คนที่นัดหมายมาพบเจอ
คำถามที่น่าสนใจคือ CEO แบบไหนเหมาะที่สุดสำหรับองค์กร ?
เมื่อนักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหมายรวมถึงสถานที่ตั้งของสำนักงาน ขนาดขององค์กร ประเภทของธุรกิจที่ทำ ฯลฯ พบว่า CEO ที่มีกิจกรรมโน้มเอียงไปทางการเป็นผู้นำมีโอกาสช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จ เกิดประสิทธิผลและสามารถทำกำไรได้มากกว่า CEO แบบนักบริหาร
อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยเพิ่มเติมพบว่ากิจกรรมต่าง ๆ ที่ CEO แบบผู้นำทำ ส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กรเพียงแค่ 20% ส่วนที่เหลืออีก 80% เป็นผลมาจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น ประเภทของธุรกิจ สถานที่ตั้งของกิจการ ประสิทธิภาพของเครื่องจักร เครื่องไม้เครื่องมือรวมถึงอุปกรณ์การทำงานต่าง ๆ เป็นต้น
ด้วยข้อมูลนี้ จึงนำไปสู่ความสงสัยต่อไปว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ CEO แบบผู้นำ ประสบความสำเร็จมากกว่าเป็นเพราะบังเอิญทำงานในองค์กรที่มีแนวโน้มจะสำเร็จอยู่แล้ว ?
นักวิจัยจึงวิเคราะห์เจาะลึก โดยเปรียบเทียบข้อมูลขององค์กรก่อนที่ CEO แบบผู้นำ จะเริ่มต้นทำงาน และหลังจากที่ได้ทำงานไปแล้วสักระยะหนึ่ง พวกเขาพบว่า CEO เหล่านี้สามารถสร้างประสิทธิผลให้กับองค์กรได้มากกว่า CEO แบบผู้บริหารจริง โดยผลลัพธ์ดังกล่าวจะเห็นได้ชัดเจนหลังจากทำงานในตำแหน่งเกินกว่า 3 ปีขึ้นไป ซึ่งแปลว่าแม้กิจกรรมที่ทำจะมีผลต่อความสำเร็จเพียงแค่ 20% แต่การทำงานหนักของ CEO ก็ช่วยปรับเปลี่ยนองค์กรให้ดีขึ้นได้ !
ถ้าเช่นนั้น ก็หมายความว่า CEO แบบผู้นำ ดีที่สุดสำหรับทุกองค์กร ใช่ไหม ?
จากข้อมูลข้างต้น อาจทำให้เข้าใจได้เช่นนั้นว่า CEO ที่ดีคือ CEO แบบผู้นำที่บริหารงานแบบเน้นภาพใหญ่ ไม่ลงรายละเอียดมากนัก แต่ในความจริง ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป
ข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า ไม่มีสูตรสำเร็จของลักษณะ CEO ที่เหมาะกับทุกสถานการณ์ ใช้ได้ดีกับทุกองค์กร
CEO ผู้นำเหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง และต้องการทักษะที่เฉพาะเจาะจงในการทำงาน ในขณะที่ CEOแบบผู้บริหาร เหมาะกับองค์กรที่มีขนาดเล็กและมีความซับซ้อนน้อยกว่า ที่สำคัญยังพบว่า CEO แบบผู้บริหาร ก็สามารถนำพาความสำเร็จมาให้องค์กรได้เช่นกัน
เพื่อสนับสนุนข้อมูลข้างต้น นักวิจัยได้ศึกษาองค์กรที่ต้องใช้แรงงานทักษะต่ำ (low or unskilled labor) กับ CEO ทั้ง 2 ลักษณะ พบว่า CEO แบบผู้บริหาร ไปกันได้ด้วยดีกับองค์กรลักษณะนี้ สามารถช่วยทำให้ผลประกอบการออกมาสวยงามกว่า CEO แบบผู้นำ
ดังนั้น ในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นไปได้ว่าความสำเร็จ หรือล้มเหลว อาจเป็นผลมาจากการเลือก CEO ที่ไม่เหมาะกับลักษณะขององค์กรก็เป็นได้ เพราะบางองค์กรต้องการผู้บริหารที่ลงรายละเอียด ในขณะที่บางแห่งต้องการผู้บริหารที่มองภาพใหญ่และสามารถสื่อสารให้พนักงานระดับล่าง ๆ เข้าใจและนำไปปฏิบัติได้
แต่ความเชื่อมโยงเช่นนี้ มีน้อยคนนักที่จะตระหนักถึง โดยมากแล้ว องค์กรมักมองหา CEO จากประสบการณ์และความสำเร็จของตัวบุคคล แต่ไม่ได้มองว่าองค์กรของตนต้องการ CEO แบบไหน และลักษณะของ CEO คนนั้น ๆ ที่กำลังจะเลือกขึ้นมา เหมาะสมกับองค์กรหรือไม่
ถึงแม้งานวิจัยจะยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดลักษณะของ CEO ซึ่งถูกกำหนดโดยกิจกรรมและเวลาที่ใช้ไป จึงมีความสัมพันธ์กับการขับเคลื่อนองค์กรที่มีลักษณะแตกต่างกัน
แต่บทเรียนสำคัญที่ได้จากเรื่องนี้คือการจับคู่ระหว่างลักษณะของผู้นำ กับลักษณะขององค์กร มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จหรือล้มเหลวแน่นอน