เพิ่มตัวแปร “ค่าพยากรณ์” เทคโนโลยีกดพีกไฟฟ้าลง 4,500 MW-
พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เพราะเทคโนโลยี ทำให้กรณีฐานที่ใช้วางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP : Power Development Plan ฉบับล่าสุดที่ใช้ในปัจจุบันไม่สามารถตอบโจทย์ได้ตลอดทั้งแผนในช่วง 20 ปี เพราะมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่เคยนำมาคำนวณรวมไว้ในค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าเลย และเพื่อให้ค่าพยากรณ์มีความใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้น สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โดยคณะทำงานด้านการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า ได้เปิดเวทีเพื่อรับฟังความเห็น “Load Forcast : ทิศทางการใช้ไฟฟ้าในอนาคต” เพื่อนำเสนอค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าไปปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ของประเทศฉบับใหม่ นอกจากจะพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า พร้อมกับนำเสนอ สมมติฐานที่ใช้ในการพยากรณ์แล้ว ยังได้จัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า “กรณีทางเลือก” ซึ่งมีตัวแปรอื่นเข้ามาเพิ่ม
ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และ ดร.เทียนไชย จงพีร์เพียร ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน และอยู่ในคณะทำงานด้านพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าครั้งนี้ อธิบายถึงค่าพยากรณ์ครั้งนี้ว่า ใช้ข้อมูลพื้นฐานคือ ตัวเลขประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ร้อยละ 3.78 ทั้งนี้สมมุติฐานที่ใช้ในการพยากรณ์นั้น มาจากส่วนที่เรียกว่าความต้องการที่เกิดขึ้นจากนโยบายภาครัฐ คือ 1)ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ตั้งสมมุติฐานว่า ในปี 2579 จะมีรถยนต์ไฟฟ้าในระบบที่ 1.2 ล้านคัน ว่าจะขยายตัวที่ 1% ต่อปี ถ้าเป็นไปตามสมมุติฐานนี้คาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 5,783 ล้านหน่วย หรือ 2,466 เมกะวัตต์ 2) โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง รวม 4 โครงการ กทม.พิษณุโลก/กทม.นครราชสีมา/กทม.หัวหิน และ กทม.ระยอง ภายใต้สมมุติฐานนี้จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 1,324 ล้านหน่วย หรือ 163 เมกะวัตต์ 3) เขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ที่คาดว่าจะมีการขยายตัวในแง่ของการลงทุนในพื้นที่ ทั้งท่าเรือ อุตสาหกรรมเป้าหมายและอื่น ๆ นั้น จะมีความต้องการใช้ไฟ 2,765 ล้านหน่วย หรือประมาณ 404 เมกะวัตต์
นอกจากนี้คณะทำงานยังนำเสนอค่าพยากรณ์ที่มาจากความต้องการใช้ไฟฟ้านอกระบบ หรือ captive demand หรือโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าใช้เองหรือขายตรงให้ลูกค้าโดยไม่ได้ขายไฟฟ้าเข้าระบบของ 3 กิจการไฟฟ้า ซึ่งมีการประเมินว่าจะมีประมาณ 2,600 เมกะวัตต์ ทั้งนี้มีการประเมินถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือที่เรียกว่า peak ว่าจะลดลงไปประมาณ 4,500 เมกะวัตต์ สำหรับพีกของปีนี้อยู่ที่ 34,101 เมกะวัตต์ โดยคณะทำงานคาดการณ์ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในกรณีฐานสำหรับปี 2579 จะอยู่ที่ 50,972 เมกะวัตต์
และเพื่อให้สมมติฐานในการจัดทำค่าพยากรณ์มีความครอบคลุมถึงตัวแปรอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ จึงมีการจัดทำกรณีทางเลือก (scenaio) ขึ้นมาเพิ่มเติมอีก 3 ทางเลือก โดย ดร.ทวารัฐ ให้น้ำหนักไปที่ 1) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 2) โครงการโซลาร์รูฟท็อป และ3) ระบบกักเก็บพลังงาน หรือ energy storage system โดยได้ขยายความในส่วนของโครงการโซลาร์รูฟท็อปว่า จะมีการติดตั้งเต็มทุกหลังคาเรือนภายใน 50 ปี หรืออัตราการแทรกซึมของโซลาร์รูฟท็อปจะอยู่ที่ 20% ในประเด็นนี้ยัง “ไม่มีความชัดเจน” ว่าจะมีผู้ติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อปมากน้อยเพียงใด จึงต้องศึกษาเพิ่มเติม และตัวแปรสุดท้ายระบบกักเก็บพลังงานที่เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการใช้ไฟฟ้าของประเทศ โดย ดร.ทวารัฐระบุว่า ในส่วนของกรณีการจัดทำกรณีทางเลือกนี้ ยังเปิดทางให้สามารถแสดงความเห็นได้ว่า นอกจากทั้ง 3 ปัจจัยนี้แล้ว ควรจะมีปัจจัยที่ 4 หรือไม่
ทั้งนี้ ดร.ทวารัฐได้สรุปว่า จากค่าพยากรณ์และการตั้งสมมุติฐานเหล่านี้ ทำให้ประเมินได้ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) จากแผน PDP เดิม (PDP-2015) จะขยายตัวที่ร้อยละ 4-5 ตลอดแผนนั้น เปลี่ยนเป็นขยายตัวที่ร้อยละ 3.78 ส่วนอัตราการเกิดใหม่ของประชากรไทยจะลดลงหลังปี 2570 และการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองจะเพิ่มเป็น 5,277 เมกะวัตต์ในปลายปี 2579 ทำให้ภาพรวมความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจะลดลงประมาณ 3,847-4,500 เมกะวัตต์
ภายหลังจากการจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าแล้วเสร็จ ขั้นตอนต่อไปคือการจัดเรียง “supply” หรือกำลังผลิตใหม่ที่จะเข้ามาในแผน PDP ในแต่ละปีว่าเป็นอย่างไร ซึ่งคาดว่ากำลังผลิตจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ หรือ IPP ที่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ PPA กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังเข้าระบบตามแผนที่วางไว้