“ยนตรกิจ”ฟื้นชีพแบรนด์เกีย ส่ง”โซลอีวี”ผู้นำขายรายแรกในประเทศ-
ยนตรกิจ เกียฯคัมแบ็ก เดินหน้าขยายเน็ตเวิร์ก รุกตลาดอย่างจริงจัง พร้อมชิงจังหวะ ส่ง 2 รุ่นใหม่ สปอร์ต ซีดาน “สติงเงอร์” และ “โซล อีวี” รถยนต์ไฟฟ้าขายรายแรกในไทย
นางสาวธันยนันท์ ลีนุตพงษ์ กรรมการบริหาร บริษัท ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์เกียอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดเผยถึงแผนธุรกิจของบริษัทในฐานะตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับสิทธิดูแลตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการว่า หลังจากบริษัทได้ตัดสินใจเปิดตัวรถยนต์ 2 รุ่นใหม่ในงานมหกรรมยานยนต์อย่างพรีเมี่ยม สปอร์ต ซีดาน สติงเงอร์ และรถยนต์ไฟฟ้า 100% อย่างเกีย โซล อีวี ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าชาวไทย
สำหรับรถยนต์เกีย สติงเงอร์ มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน Theta II 2.0 ลิตรGDi เทอร์โบชาร์จ ทำกำลังสูงสุดถึง 255 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 36 กิโลกรัม-เมตรที่ 1,400-4,000 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ราคา 2.990 ล้านบาท เบื้องต้นบริษัทตั้งเป้าจะมียอดขายไว้ที่ 10 คัน
ส่วนเกีย โซล อีวี ให้แรงม้าถึง 81.4 กิโลวัตต์ ที่ 2,730-8,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 285 นิวตันเมตร ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 145 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และให้อัตราเร่ง 11.2 วินาที สามารถทำระยะทางได้ไกลถึง 250 กิโลเมตรต่อการชาร์จเพียง 1 ครั้ง ราคา 2,297,000 บาท บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 5 คันในปีหน้าขณะที่ยอดขายโดยรวม ปีนี้เกียจะมียอดขายไม่น้อยกว่า 815 คัน
ส่วนปีหน้าจะเพิ่มยอดขายขึ้นไปที่ระดับ 1,000 คันให้ได้ โดยที่สัดส่วนยอดขายหลักจะมาจากรุ่นแกรนด์คาร์นิวัลมากถึง 90%
“การตัดสินใจนำรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเกีย โซล อีวี เข้ามาจำหน่ายนั้น เรามีความมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า แม้ว่าในส่วนของราคาจำหน่ายอาจจะค่อนข้างสูง เพราะเราได้รับสิทธิประโยชน์เท่ากับรถยนต์ไฮบริด เนื่องจากรถของเราเป็นการนำเข้ามาจำหน่ายทั้งคัน ต้องเสียภาษีในอัตรา 10% เนื่องจากไม่มีการประกอบชิ้นส่วนของแบตเตอรี่ในประเทศไทย แต่บริษัทต้องการแนะนำรถรุ่นนี้ และเป็นการสนองต่อนโยบายภาครัฐ ประกอบกับบริษัทได้เจรจากับเกีย มอเตอร์ สำนักงานใหญ่ ที่ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อขอนำรถ 2 รุ่นใหม่เข้ามาเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าชาวไทยมากขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี”
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะขยายเครือข่ายการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีอยู่ 14 แห่ง เป็น 17 แห่งทั่วประเทศในปีหน้าด้วย รวมทั้งเน้นการพัฒนาการบริการหลังการขาย, พัฒนาบุคลากร และปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต