“สาธิต” หอการค้าชัยนาท บุกตลาดคนกินข้าว เมืองเกษตร…ที่ต้องปรับตัว-
สัมภาษณ์
บริบททางเศรษฐกิจของจังหวัดชัยนาทไม่ต่างจากจังหวัดอื่น ๆ ที่มีพื้นฐานด้านเกษตร เกือบ 80% เป็นพื้นที่ทำเกษตรกรรม และพื้นที่ปลูกข้าวเกือบ 60% ของพื้นที่เกษตรกรรม แต่ปัญหาสำคัญที่อยู่คู่กับเกษตรกรมาหลายยุคหลายสมัย คือ ราคาผลผลิตตกต่ำ ที่เกิดขึ้นเป็นวัฏจักรซ้ำซาก และยังหาทางแก้ไม่ตก
“สาธิต เหล่าสุวรรณ” ประธานหอการค้าจังหวัดชัยนาท ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงบทบาทภารกิจของภาคเอกชนในยุคที่ต้องบูรณาการเพื่อจับมือกันเติบโต ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักของหอการค้า โดยให้เอกชนเข้ามามีส่วนช่วยเกษตรกร อาทิ โครงการ 1 หอการค้า 1 สหกรณ์การเกษตร 1 หอการค้า 1 วิสาหกิจ หรือ 1 หอการค้า 1 ชุมชนท่องเที่ยว ทั้งนี้เพื่อดึงภาคเกษตรให้ก้าวไปด้วยกัน
สาธิตบอกว่า ต้องยอมรับว่าสินค้าเกษตรขณะนี้เรื่องราคาทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นข้าว หรือยาง เราไม่สามารถบังคับได้ ต้องเป็นไปตามกลไกตลาด ชัยนาทก็เหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำได้น่าจะเป็นเรื่องการพัฒนา ปรับเปลี่ยน กระบวนการที่จะทำให้ข้าวมีเซ็กเมนต์มากกว่าการขายเป็นแมสโปรดักต์ โดยก่อนหน้านี้หลายปีชาวนาหันไปเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพที่ดี และประสบความสำเร็จ คือ ต.นางลือ-ท่าชัย อ.เมือง ขณะนี้เริ่มขยายไปที่ อ.สรรคบุรี ด้วย โดยทางจังหวัดได้เข้าไปส่งเสริมเพิ่มศักยภาพให้เกษตรกร อาทิ สร้างโรงเก็บ โรงคัดแยก และสร้างตลาด เป็นต้น
เจาะตลาดนิชมาร์เก็ต
วันนี้การกินข้าวไม่ใช่แค่กินอิ่มเท่านั้น แต่กลายเป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ทำให้เกษตรกรบางส่วนหันมาจับตลาดข้าวอินทรีย์ที่ ต.กุดจอก อ.หนองมะโมง ที่เริ่มปีแรกผลผลิต 5-10 ตัน พร้อมกับโครงการประชารัฐที่เข้ามาช่วยเกษตรกรพัฒนาการจัดการ และการตลาด ทำให้เวลาไม่ถึงปีออร์เดอร์เพิ่มขึ้นถึง 200-300 ตัน ปัจจุบันธุรกิจยืนได้แล้ว
“วันนี้ถ้าไม่ปรับตัวก็อยู่ไม่ได้แล้ว เพราะพฤติกรรมผู้บริโภค พฤติกรรมการซื้อ ไลฟ์สไตล์ เปลี่ยนไปแล้ว การขายข้าวก็ต้องเปลี่ยนไป ไม่เหมือนขายโรงสีแล้ว ต้องสีเอง แพ็กกิ้งเอง จะมีผลต่อคนซื้อที่บางคนเป็นแมวมองเสาะหาสินค้าไปขายส่งออก ในส่วนของภาครัฐเองก็ปรับตัว เช่น แพลตฟอร์มที่กระทรวงดิจิทัลฯ ซึ่งเป็นถนนให้คุณวิ่ง เกษตรกรต้องเข้ามาใช้ หรือการแมตชิ่งธุรกิจ เราเริ่มจับเกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดภัย แมตชิ่งกับโรงพยาบาล และโรงเรียน เพราะเห็นว่านักเรียนกับผู้ป่วยต้องการสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ คาดว่าปีหน้าจะเริ่มทำ”
ปี’61 ชูดาวเด่น “ข้าวขาวเจ๊ก”
สำหรับปี 2561 หอการค้าชัยนาทเตรียมจับมือเกษตรกรโปรโมตข้าวพื้นเมือง ชื่อว่า ข้าวขาวเจ๊ก ทุ่งวัดสิงห์ ต.มะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ ซึ่งเป็นข้าวพื้นเมืองที่มีเมล็ดร่วน หุงขึ้นหม้อ คล้ายเจ๊กเชย ของสระบุรี ซึ่งขณะนี้สหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ได้ขยายตัวไปเยอะ โดยจังหวัดช่วยในเรื่องโรงสี ส่วนหอการค้าจะเข้าไปในเรื่องการจัดการทางการตลาด การดีไซน์แพ็กเกจจิ้ง การแมตชิ่งตลาด
กลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มผู้บริโภคทั่วไปที่ชอบข้าวท้องถิ่น เสาะแสวงหาพันธุ์ใหม่ ๆ คือ จะไม่ใช่แค่กินข้าวสาร หรือกินข้าวสวย เกษตรกรเองก็เริ่มรู้นิชมาร์เก็ต เริ่มมีเซ็กเมนต์ของการทำ เหมือนกับประเทศญี่ปุ่น คือ เริ่มเป็นไลฟ์สไตล์
“ขณะนี้เราต้องยอมรับว่าด้านเศรษฐกิจด้านการเกษตรมันแทบจะอิ่มตัว ถ้าเรายังทำอย่างเดิม ขายของแบบเดิม ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำ คือ ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวผู้ผลิต คือ เกษตรกร คุณต้องทำอะไรที่ไม่ต้องลงทุนมาก ทำอะไรที่มันมีโฟกัส ที่มันเอฟฟิเชียนซี่สูง ได้ผลผลิตดี ทำอะไรที่แปรรูป หรือนวัตกรรมให้มันได้ราคา สินค้าเกษตรเราต้องไปทางนี้ แต่สำหรับคนอายุมากแล้วปรับเปลี่ยนยาก เราก็ต้องไปดึงกลุ่มสมาร์ทฟาร์มเมอร์ คนหนุ่มสาวหัวไวใจสู้มาปรับเปลี่ยน”
ฟื้นส้มโอขาวแตงกวาชัยนาท
นอกจากข้าว ชัยนาทยังมีของดี คือ ส้มโอ ที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 โดยได้รับงบประมาณการพัฒนาโลคอลอีโคโนมี 29 ล้านบาท เพื่อมาทำโรงเพาะเนื้อเยื่อ เช่น การเพาะเนื้อเยื่อส้มโอ ที่แทนที่จะปลูกทีละต้น ก็ใช้การเพาะเนื้อเยื่อที่ครั้งหนึ่งได้พันธุ์แท้ครั้งละมาก ๆ จากนั้นจะมาทดลองปลูกในโรงบ่มกล้าที่สามารถควบคุมอุณหภูมิความชื้นให้อยู่ในภาวะที่แข็งแรงไม่เสี่ยงต่อโรคภัย ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อประสิทธิผล
“ส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวาชัยนาท มีรสชาติอร่อย ผิวสีขาว กรอบแห้ง เหมือนแตงกวา แต่ถ้าส้มโอฉ่ำ ๆ น้ำ นั่นคือส้มโอนครปฐม แต่วันไหนที่หยิบมาสีขาว หวานอมเปรี้ยว กรอบแห้ง ใครกินก็ติดใจ แต่ว่ายังมีไม่ค่อยมาก หลังน้ำท่วมใหญ่ส้มโอตายไปเยอะ ตอนนี้จึงพยายามรักษาพันธุ์ดั้งเดิมให้เป็นของแท้ให้มาก”
สาธิตกล่าวอีกว่า ในภาคเกษตรยังได้พัฒนาในเรื่องมาตรฐานอีกขั้นหนึ่ง เนื่องจากการที่จะขายตรงกับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นข้าว ผัก หรือปลา ต้องมีการรับรองที่ได้มาตรฐาน ดังนั้นนอกจากห้องแล็บสำหรับตรวจสารตกค้างแล้ว ตอนนี้จะทำมาตรฐานตั้งแต่กระบวนการผลิต โดยเรื่องนี้จะจับมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม วิทยาเขตชัยนาท ให้เปิดภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร หรือเกษตรสมัยใหม่ แล้วนำงานวิชาการนั้นออกมากระจายเป็นศูนย์เรียนรู้ให้เกษตรกร ตรงนี้จะเชื่อมโยงกับสมาร์ทฟาร์มเมอร์
“ชัยนาทเป็นเมืองเกษตรกรรม ไม่มีอุตสาหกรรมอะไรมากมาย ฉะนั้นเราก็ต้องพัฒนาเกษตรกรให้เขามีตลาด มีการพัฒนา มีนวัตกรรม ซึ่งเดี๋ยวนี้คนหนุ่มสาวพวกสมาร์ทฟาร์มเมอร์ก็เริ่มปรับเปลี่ยน ยกตัวอย่าง มีผู้หญิงคนหนึ่งทำนา 50-60 ไร่ อยากกลับมาอยู่กับพ่อแม่ แต่ทำนาไม่เป็น ก็มาเริ่มศึกษา แต่บางทีการเริ่มจากศูนย์ก็ดี เพราะเขาได้เรียนรู้ใหม่ เด็กคนนี้บอกว่าความยาก คือ การฝ่าฟันคำว่า “บ้ารึเปล่า” อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ทำให้ผลผลิตที่ออกมามีประสิทธิภาพ ข้าวเต็มรวง และได้ฟางที่มีคุณภาพสามารถนำไปขายได้”
ตอกย้ำว่าภาคเกษตรวันนี้อย่างไรก็อยู่ได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกวัน