เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“อาย กัญญาลักษณ์” เสิร์ฟลุคแรก Miss Supranational 2026
Biz Movement “อาย กัญญาลักษณ์” เสิร์ฟลุคแรก Miss Supranational 2026
ศึกแชมป์ชิงแชมป์สเปน VS อาร์เจนตินาใครชนะก็ได้ใจคนดูทั้งคู่
SD ศึกแชมป์ชิงแชมป์สเปน VS อาร์เจนตินาใครชนะก็ได้ใจคนดูทั้งคู่
‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
Business ‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
Politics นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
SD เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวคึกคัก
World ‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวคึกคัก
อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
Finance อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
Politics นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
เศรษฐกิจภูมิภาค มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
Politics รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
ดูทั้งหมด

คลังคุมหนี้ อุดหนุนสินค้าเกษตร ดันส่งออก-ท่องเที่ยวฟื้นเศรษฐกิจ

06 ส.ค. 2565 | 07:34น.
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ

รมว.คลัง “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” ตอบโจทย์ปัญหาเศรษฐกิจไทย จุดอ่อนสำคัญคือ “หนี้ภาคประชาชน” โดยเฉพาะหนี้อุปโภคบริโภค 4 ล้านล้าน ปฏิบัติการร่วมมือเอกชนเบ่งตัวเลข “ส่งออก” ปีนี้ขยายตัว 10% ดึงเอ็กซิมแบงก์ซัพพอร์ตสินเชื่อ-เคลียร์ขั้นตอนศุลกากร

ส่งสัญญาณบวกนักท่องเที่ยวต่างชาติสิ้นปีมีลุ้น 10 ล้านคน ชี้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป เตรียมถอนคันเร่งมาตรการเยียวยา เร่งแก้ปมเพิ่ม “พื้นที่การคลัง” คุมเพดานหนี้ อุดหนุนสินค้าเกษตร ชี้ดอกเบี้ยขาขึ้นกระทบ “ประชาชน-ธุรกิจ และเงินกู้ภาครัฐ”

คลังเบ่งส่งออกขยายตัว 10%

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กระทรวงการคลังประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 3.5% จากปีที่แล้วโต 1.5% ซึ่งขณะนี้สามารถเรียกได้ว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาขึ้นแล้ว แต่ค่อนข้างค่อยเป็นค่อยไป

โดยสัญญาณที่ชัดเจนมี 2 เรื่อง คือ การส่งออกสินค้าที่ยังเติบโตได้ระดับ 7% ในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา ขยายตัวต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว

อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังหารือกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยว่า อยากเห็นการส่งออกเพิ่มขึ้นสัก 10% ซึ่งเห็นร่วมกันว่าจะตั้งเป็นเป้าหมายในการทำงาน จากเป้าประมาณการที่ 7%

“โดยกระทรวงการคลังจะรับผิดชอบดูแลในเรื่องของสินเชื่อต่าง ๆ ให้กับภาคการส่งออก โดยได้ร่วมมือกับเอ็กซิมแบงก์ เพื่อช่วยเหลือภาคการส่งออก โดยเฉพาะเอสเอ็มอี รวมถึงเรื่องการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้เร็วขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ส่งออก รวมถึงการลดขั้นตอนต่าง ๆ ในขั้นตอนกระบวนการศุลกากร ก็จะทำให้เขามีความคล่องตัวและสามารถเพิ่มการส่งออกได้”

ลุ้นนักท่องเที่ยว 10 ล้านคนปีนี้

รมว.คลังกล่าวว่า สัญญาณที่ดีอีกเรื่องคือ ภาคการท่องเที่ยว ตามตัวเลขที่มีการคาดการณ์และเป้าหมายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาตั้งเป้าไว้ประมาณ 8 ล้านคน ขณะที่บางสถาบันบอกว่า 6 ล้านคน แต่เท่าที่สอบถามอาจจะได้ถึง 10 ล้านคน ซึ่งก็จะประมาณ 1 ใน 4 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติก่อนโควิด

ฉะนั้นปีหน้า เมื่อประเทศต่าง ๆ เริ่มเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ก็เชื่อว่านักท่องเที่ยวก็จะกลับมา ขณะนี้สัญญาณที่ดีก็คือมาจากตลาดยุโรป ตลาดอาเซียน โดยเฉพาะสิงคโปร์ มาเลเซีย แล้วก็ตลาดอินเดีย ก็เป็นสัญญาณที่ดีที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเริ่มกลับมาและส่งผลไปต่อถึงห่วงโซ่อุปทานต่าง ๆ ไปถึงเศรษฐกิจฐานราก อันนี้เป็นสัญญาณที่คิดว่าฟื้นตัวค่อนข้างชัดเจน

“ปีที่แล้วจีดีพีเราโต 1.5% ปีนี้คาดว่า 3.5% เพราะการท่องเที่ยวยังไม่มาเต็มร้อย มาแค่ 1 ใน 4 ดังนั้นรายได้ของเราจึงเพิ่มขึ้นค่อนข้างช้า เมื่อเทียบกับประเทศอื่น

อย่างไรก็ดี ประเทศที่ปีที่แล้วเศรษฐกิจขยายตัวสูง ๆ มาปีนี้ตกลง เพราะมีล็อกดาวน์อย่างกรณีจีน เป็นต้น ดังนั้นการฟื้นตัวของเราช้า ๆ แต่มั่นคง ดีกว่า”

นายอาคมกล่าวว่า เครื่องยนต์หลักที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ก็ยังอยู่ในภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยว โดยปีนี้คงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอีกปี ส่วนเศรษฐกิจจะกลับมาเต็มที่เมื่อไหร่นั้น คาดว่าปี 2566 จะเริ่มผงกหัว อย่างไรก็ดี ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐเกิดถดถอยก็จะกระทบเรื่องส่งออก-นำเข้า ซึ่งผลกระทบก็เจอกันทั่วโลก ก็ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า

จุดอ่อน “หนี้ครัวเรือน-ท่องเที่ยว”

นายอาคมกล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจของเราที่เรียกว่าเป็นจุดอ่อนคือ เรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งภาคการท่องเที่ยวค่อนข้างสูงประมาณ 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) แต่ปีนี้เมื่อมีการผ่อนคลายต่าง ๆ ตอนนี้นักท่องเที่ยวก็เริ่มเข้ามาแล้ว โดยสิ่งที่เป็นจุดอ่อนตรงนี้ก็จะเริ่มดีขึ้น ก็จะช่วยทำให้ในด้านดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยดีขึ้นในปี 2565

ส่วนจุดอ่อนสำคัญอีกด้าน เป็นเรื่อง “หนี้ภาคประชาชน” ซึ่งต้องยอมรับว่าในช่วง 2 ปีของโควิด-19 รายได้ประชาชนหดหายไปมาก โดยรัฐบาลก็ได้ออกกฎหมายกู้เงินมา 2 ฉบับ เพื่อที่จะเข้ามาช่วยเหลือ เยียวยาในด้านรายได้ของประชาชน แต่คงแค่ในระดับหนึ่ง ไม่ได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งจุดอ่อนตรงนี้ก็กำลังจะคลี่คลาย เพราะเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมา รายได้ประชาชนก็จะเริ่มกลับมา จากการที่เข้าสู่ระบบการจ้างงานมากขึ้น

ห่วงหนี้อุปโภคบริโภค 4 ล้านล้าน

รมว.คลังกล่าวว่า กรณีปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง จะเป็นในส่วนหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ปัจจุบันมีสัดส่วนถึง 27.8% หรือประมาณ 4.05 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากจากการเกิดโควิด ขณะที่หนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยมีสัดส่วน 34.5% หนี้เพื่อการซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ 12.4% ส่วนหนี้เพื่อประกอบอาชีพโดยตรงอยู่ที่ 18.1%

“ส่วนที่เป็นหนี้เพื่อการบริโภค เป็นส่วนที่เราควรจะกังวล เพราะหนี้เพื่อการซื้อรถยนต์ ซื้อจักรยานยนต์พวกนี้ เป็นหนี้เพื่อการประกอบอาชีพ กับหนี้เพื่ออสังหาฯ ซ่อมบ้าน ซื้อบ้าน ก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่ส่วนที่อุปโภคบริโภคจะเป็นพวกบัตรเครดิต ซึ่งก็ขึ้นกับวินัยการใช้จ่าย

คำถามคือความสามารถในการชำระหนี้มีมากน้อยขนาดไหน ในขณะที่รายได้ยังกลับมาไม่เต็มร้อย สิ่งสำคัญคือต้องหาวิธีการลดสต๊อกหนี้ของภาคประชาชน ในการปรับโครงสร้างหนี้ รวมหนี้ ยืดหนี้ ซึ่งเมื่อมีรายได้แล้วต้องมาชำระหนี้”

โดยนายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่าปีนี้เป็นปีแห่งการแก้หนี้ ซึ่งก็ต้องแก้ในภาคเกษตรด้วย ซึ่งนายกฯก็บอกว่า นอกจากปลูกพืชหลักแล้ว ก็ต้องมีพืชเสริม

ดังนั้น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็จะพยายามปรับโครงสร้างหนี้ให้เกษตรกร ยืดเวลาให้ และไปส่งเสริมหรือให้สินเชื่อสำหรับพืชระยะสั้นที่ได้รายได้เร็ว

สั่งแบงก์รัฐตรึง ดบ. หวั่นซ้ำเติม

นายอาคมกล่าวว่า ปัญหาเงินเฟ้อค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้นนั้น แน่นอนเกิดจากราคาพลังงานและอาหารที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก ซึ่งกระทบต่อรายได้ของประชาชนที่จะนำไปจับจ่ายใช้สอย อย่างเช่น เงิน 100 บาท เคยซื้อของได้ 2 ชิ้น ตอนนี้ก็จะเหลือซื้อได้เพียง 1 ชิ้น คือกำลังซื้อลดน้อยลงไป และผลกระทบอีกด้านหนึ่งก็คือ ถ้าอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ก็หมายถึงว่าต้นทุนของธนาคารก็คงเพิ่มขึ้นด้วย ไม่ว่าจะธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารของรัฐก็ตาม

อย่างไรก็ดี แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนั้น คงต้องขึ้นกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แต่ยอมรับว่า หากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น ก็จะส่งผลกระทบต่อหนี้ภาคประชาชน ซึ่งขณะนี้มีปัญหาเรื่องหนี้อยู่แล้ว

ดังนั้น ต้นทุนตรงนี้ก็อาจจะเพิ่มขึ้น สมมุติว่าผ่อนบ้านอยู่ ถ้าดอกเบี้ยไม่ฟิกซ์ (คงที่) ตอนที่ทำสัญญา ก็อาจจะมีการปรับขึ้น ทั้งนี้ การช่วยบรรเทาภาระประชาชนในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นนั้น ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐก็จะพยายามตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ให้นานที่สุด แต่คงบอกไม่ได้ว่าจะถึงเมื่อไหร่ เพราะต้องขึ้นกับสถานการณ์

นอกจากนี้ กรณีอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้น ก็จะไปเพิ่มในส่วนของต้นทุนในการกู้ยืมก็จะเป็นภาระของภาคเอกชน นี่ก็เป็นส่วนที่สำคัญ และส่วนที่สาม คือภาครัฐบาล ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยของต่างประเทศ อย่างไรก็ดี หนี้สาธารณะของประเทศเป็นหนี้ในประเทศ 98% ส่วนหนี้เงินตราต่างประเทศมีแค่ 2%

ซึ่งเมื่ออัตราดอกเบี้ยต่างประเทศเพิ่มขึ้น ภาระของเราก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วย แต่ทางกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ก็มีการปรับโครงสร้างหนี้อยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นภาระก็เพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็คงจะไม่มาก

จับตาแพ็กเกจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

นายอาคมกล่าวว่า สำหรับคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ ที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นนั้น ประกอบด้วยหลายกระทรวง และมีอนุกรรมการที่เป็นคณะทำงาน ซึ่งจะพิจารณาทั้งแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะเรื่องเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน แล้วก็หมวดอาหาร ดูว่าจะมีวิธีการแก้อย่างไร และระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอื่น ๆ

เช่น การลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ที่เป็นต้นทุนของภาคเอกชน หรือการที่จะแก้หนี้ภาคประชาชนในระยะยาว ซึ่งเรื่องนี้ก็โยงกับเรื่องวินัยการเงินของภาคประชาชน กระทรวงการคลังก็อาจจะดำเนินการในเรื่องของการเพิ่มทักษะทางการเงิน

ส่วนจะมีมาตรการช่วยเหลืออะไรออกมาหรือไม่ คงต้องรอดู โดยปัจจุบันก็มีมาตรการส่วนหนึ่งที่ดำเนินการอยู่ อย่างเช่น การลดค่าครองชีพให้กับประชาชนในเรื่องค่าไฟ ค่าน้ำมันสำหรับวินมอเตอร์ไซค์กับแท็กซี่ การตรึงราคาน้ำมันดีเซล รวมถึงการกำกับดูแลราคาสินค้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคงจะพิจารณาว่าจะมีอะไรที่จะเพิ่มเติมเข้ามาอีกหรือไม่

“ส่วนหนึ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ในช่วงที่เป็นรอยต่อระหว่างช่วงโควิด-19 กับเรื่องเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาที่มีผลกระทบต่อค่าครองชีพ ขณะที่รายได้ยังกลับมาไม่เต็มร้อย ส่วนหนึ่งรัฐบาลก็นำโครงการคนละครึ่ง เฟส 5 มาดำเนินการในช่วงวันที่ 1 ก.ย. ถึง 31 ต.ค. ซึ่งก็จะมี 3 กลุ่มที่ได้รับการช่วยเหลือคือ

กลุ่มประชาชนทั่วไปประมาณ 29 ล้านคน กลุ่มที่มีบัตรสวัสดิการ 13 ล้านคน และกลุ่มเปราะบางอีกกว่า 2 ล้านคน รวมประมาณ 42 ล้านคน ก็เชื่อว่าในช่วงนี้เม็ดเงินที่จะสะพัดอยู่ในระบบเศรษฐกิจก็ประมาณ 50,000 ล้านบาท”

คลังลดมาตรการช่วยเหลือ

รมว.คลังกล่าวว่า อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่าช่วงที่เศรษฐกิจขาขึ้น มาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลอัดฉีดเงินเข้าไปนั้นคงจะต้องลดลงไปโดยลำดับ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจสามารถทำงานได้ โดยรัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือให้น้อยลง เมื่อเทียบกับช่วงวิกฤต เช่นเดียวกับนโยบายการเงินต้องกลับมาทำงาน เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานั้น นโยบายการคลังทำหน้าที่หลักในการอัดฉีดเงินเข้าไป

“พอเมื่อเศรษฐกิจฟื้น นโยบายการเงินก็จะต้องทำงาน เพื่อที่จะดูแลทั้งในเรื่องของการฟื้นตัว กับในเรื่องของการที่จะทำให้อัตราการบริโภคไม่สูงจนเกินไป แม้ว่าบ้านเราจะบอกว่า อัตราเงินเฟ้อมาจากต้นทุนเป็นส่วนใหญ่ แต่อัตราดอกเบี้ยนั้นก็คงจะมีผล และในเรื่องของเงินทุนไหลออก ซึ่งเรื่องนี้เราต้องคุยกันในรายละเอียดว่าจะมีความสมดุลกันอย่างไร”

เร่งแก้ปม “พื้นที่การคลัง”

นายอาคมกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลจำเป็นต้องขยายพื้นที่ทางการคลังคือ หนี้สาธารณะ จากก่อหนี้ได้ไม่เกิน 60% ของจีดีพี เป็นไม่เกิน 70% ซึ่งเป็นการรองรับเผื่อกรณีฉุกเฉิน กรณีที่มีวิกฤตต้องเผชิญแล้วรัฐบาลจำเป็นต้องใช้จ่าย ซึ่งเรื่องหนี้สาธารณะไม่ห่วง เพราะตราบใดที่เศรษฐกิจเดินได้ ภาครัฐก็มีขีดความสามารถที่จะชำระ

“เมื่อก่อนการชำระเงินต้นมีไม่มาก ทำให้ดอกเบี้ยเพิ่มไปเรื่อย ๆ แต่ตอนหลังได้มีการหารือกับสำนักงบประมาณไปแล้วว่า แต่ละปีต้องชำระเงินต้นอย่างน้อย 100,000 ล้านบาท”

อีกส่วนคือ การใช้มาตรา 28 กฎหมายวินัยการเงินการคลัง เพื่อดูแลประชาชนช่วยเหลือเกษตรกร โดยเป็นการให้ธนาคารของรัฐเข้าไปช่วยเหลือ แล้วรัฐบาลจะตั้งงบประมาณชดเชยดอกเบี้ย หรือชดเชยส่วนต่างของรายได้จากราคาท้องตลาดกับราคาที่ควรจะได้

ซึ่งตรงนี้คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังก็กำหนดไว้ว่า การอุดหนุนของรัฐบาลต้องไม่เกิน 30% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่เมื่อปี 2564-2565 เนื่องจากราคาข้าวลดลงค่อนข้างต่ำมาก ภาระในการชดเชยรายได้ก็เพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง จึงมีความจำเป็นที่ต้องขยายเพดานจาก 30% เป็น 35% เป็นการชั่วคราว คือส่วนที่ยังเป็นภาระอยู่ในขณะนี้

ปิดโครงการอุดหนุนเกษตร

รมว.คลังกล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนยังไม่เกิน 35% แต่มีการใช้วงเงินไปแล้วประมาณ 34% ของงบประมาณรายจ่าย ก็ประมาณกว่า 900,000 ล้านบาท ซึ่งสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปก็คือ โครงการเดิม ๆ จะต้องทยอยปิดโครงการ นี่เป็นมาตรการที่กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เพื่อเปิดวงเงินให้กับมาตรา 28 ในกรณีที่รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายเร่งด่วนอะไรต่าง ๆ คือภายในสิ้นปีนี้ต้องพิจารณาว่า จะกลับไปที่ 30% ได้อย่างไร

“ทั้งสองเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ อันเนื่องมาจากสงครามยูเครน-รัสเซีย ซึ่งจริง ๆ แล้วเรื่องหนี้สาธารณะก็ต้องดูเหมือนกันว่าเมื่อเศรษฐกิจฟื้น สัดส่วนหนี้ตรงนี้ก็จะดีขึ้น

แต่ในส่วนของมาตรา 28 เราก็จะพยายามใช้ให้น้อยลง เมื่อเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อันนี้เป็นสิ่งที่ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ไม่อยากเห็นว่า รัฐบาลใช้วงเงินตรงนี้มาดำเนินนโยบาย เพราะจะเป็นภาระในอนาคต”

เร่งเบิกจ่ายงบฯลงทุนโค้งท้าย

รมว.คลังกล่าวอีกว่า ปีนี้คาดว่าจะเบิกจ่ายงบฯลงทุนได้ใกล้เคียงปีที่แล้ว หรือประมาณ 70% ของงบฯลงทุนภาพรวม ก็ยังไม่เต็มร้อย เนื่องจากที่ผ่านมามีมาตรการผ่อนปรนให้ ยืดสัญญาให้ จากผลกระทบช่วงโควิดที่อาจจะหาคนงานไม่ได้ ซึ่งตอนนี้มาตรการจบไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.

ดังนั้น ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่กระทรวงต่าง ๆ สามารถเร่งรัดเบิกจ่ายได้ โดย 9 เดือนแรกงบฯลงทุนเบิกจ่ายขยายตัว 4.6%