เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อ หลังกรรมการเฟดสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง

01 ก.ย. 2565 | 19:45น.
เงินบาท

เงินบาท

ค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อ หลังกรรมการเฟดสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ด้านประธานธนาคารกลางเอสโทเนีย รุบว่าว่า ECB ควรปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75% เช่นกัน ในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 8 ก.ย. เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์เช่นกัน 

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2565 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (1/9) ที่ระดับ 36.65/67 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (31/8) ที่ระดับ 36.46/48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าเงินบาทยังคงปรับตัวอ่อนค่า โดยได้รับแรงกดดันจากถ้อยแถลงของนายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าววอลล์สตรีท เจอร์นัล โดยเขาสนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม เพื่อสกัดเงินเฟ้อ พร้อมชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจำเป็นต้องเคลื่อนไหวเหนือระดับ 3.5% ไปจนถึงสิ้นปี 2566

ปัจจุบัน นายวิลเลียมส์ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของเฟด และมีบทบาทสำคัญในการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเขาเปิดเผยว่า การตัดสินใจว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 ในการประชุมเดือน ก.ย. หรือปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.50% นั้นจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือน ส.ค.ในวันศุกร์นี้ และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่มีกำหนดเผยแพร่ก่อนถึงการประชุมเฟดในวันที่ 20-21 ก.ย. เพียงไม่กี่วัน

ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เฟดได้เริ่มต้นปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งกลายมาเป็นวงจรการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ศตวรรษ 1980 และนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดได้ส่งสัญญาณในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เฟดพร้อมที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในระดับสูงเท่าที่ความจำเป็น เพื่อจำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจและลดเงินเฟ้อ ซึ่งปัจจุบันเคลื่อนไหวสูงเหนือเป้าหมาย 2% ของเฟดกว่า 3 เท่าตัว

ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 36.65-36.75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 36.67/69 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (1/9) ที่ระดับ 1.0024/26 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (31/8) ที่ระดับ 0.9986/88 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมวันที่ 8 ก.ย. เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์

“เงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นจะกดดันอุปสงค์ ฉุดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และส่งผลให้เศรษฐกิจยูโรโซนเข้าสู่ภาวะถดถอยในฤดูหนาวนี้” นายริคคาร์โด มาร์เซลลี ฟาบิอานี นักวิเคราะห์จากออกซ์ฟอร์ด อิโคโนมิคส์ กล่าว

นายมาดิส มูลเลอร์ ประธานธนาคารกลางเอสโทเนีย กล่าวว่า ECB ควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 8 ก.ย. เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งสูงในขณะนี้ โดยนายมูลเลอร์ระบุว่า ECB ควรเข้มงวดในการใช้นโยบายการเงิน เนื่องจากเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มพุ่งขึ้นต่อไป และขณะนี้อยู่สูงกว่าเป้าหมายที่ 2% ของ ECB ถึงกว่า 4 เท่า

ทางด้านนางอิสซาเบล ชนาเบล กรรมการ ECB ระบุเช่นกันว่า ECB ควรจะใช้นโยบายการเงินอย่างเข้มงวดเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่น้อยกว่า 0.50% ในเดือน ก.ย. แม้ว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจเผชิญภาวะถดถอย

สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของยูโรโซนพุ่งขึ้นสู่ระดับ 9.1% ในเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ที่ยูโรสแตทเริ่มรวบรวมข้อมูลดังกล่าวในปี 2540 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 9.0% จากระดับ 8.9% ในเดือน ก.ค.

นอกจากนี้ ดัชนี CPI ยังสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กำหนดไว้ที่ระดับ 2% ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโร เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0008-1.0056 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0023/25 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (1/9) ที่ระดับ 139.54/56 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (31/8) ที่ระดับ 138.76/75 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ จากการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกาศว่าจะยังคงใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลาย ซึ่งสวนทางกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มุ่งเน้นการดำเนินนโยบายแบบเข้มข้น ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 138.93-139.68 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 139.14/16 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน ส.ค. จาก ADP (1/9), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (2/9), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือน ส.ค. จากเอสแอนด์พี โกลบอล (2/9), ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ส.ค. (3/9)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -6.40/6.15 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -5.10/-3.80 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ