เงินบาทแกว่งตัวผันผวน จับตาปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า ประชุม กนง.

กนง. เงินบาท แบงก์ชาติ

เงินบาทเคลื่อนไหวอย่างผันผวน อ่อนค่าลงช่วงแรกตามเงินหยวนจากความกังวลโควิดในจีน ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วน ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ฯ จากแนวโน้มเฟดชะลอขนาดการขึ้นดอกเบี้ย SET Index เคลื่อนไหวกรอบแคบเกือบตลอดสัปดาห์ หลังไร้ปัจจัยใหม่หนุน ตลาดเริ่มกลับมากังวลสถานการณ์โควิด จับตาปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า การประชุมกนง. (30 พ.ย.) ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ดัชนี PMI ภาคการผลิต เดือนพ.ย.ของจีนและญี่ปุ่น

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2565 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบที่ผันผวน ระหว่างวันที่ 21-25 พ.ย. โดยเงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์ (แม้ว่าจีดีพีไตรมาส 3/65 ของไทยจะออกมาดีกว่าที่คาด) ตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกและการเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชีย นำโดย เงินหยวน ซึ่งเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและมาตรการสกัดการระบาดของโควิดในจีน นอกจากนี้ แรงขายสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติก็เป็นปัจจัยลบของค่าเงินบาทด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกแข็งค่าผ่านแนว 36.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ได้อีกครั้ง เนื่องจากบันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 1-2 พ.ย. ตอกย้ำโอกาสที่เฟดจะชะลอขนาดการขึ้นดอกเบี้ยนในเดือนธ.ค. นี้

กรอบการแข็งค่าของเงินบาทจำกัดลงอีกครั้ง โดยเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ตามค่าเงินหยวน หลังจากที่ธนาคารกลางจีนปรับลดอัตราส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจ ขณะที่ตลาดรอติดตามสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินจากที่ประชุมกนง. รวมถึงถ้อยแถลงของประธานเฟดในช่วงปลายเดือนพ.ย.

ในวันศุกร์ที่ 25 พ.ย. 2565 เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 35.82 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 35.76 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (18 พ.ย.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 21-25 พ.ย. 2565 นั้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 5,388 ล้านบาท และมีสถานะเป็น Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตร 11,666 ล้านบาท โดยเป็นการขายสุทธิพันธบัตร 8,775 ล้านบาท ขณะที่มีตราสารหนี้ที่หมดอายุ 2,891 ล้านบาท

กราฟเงินบาท

สัปดาห์ถัดไป (28 พ.ย.-2 ธ.ค.) ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ระดับ 35.25-36.25 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ถ้อยแถลงของประธานเฟด ผลการประชุมกนง. รายงานเศรษฐกิจการเงินและข้อมูลการส่งออกของไทยเดือนต.ค.

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนี PMI/ISM ภาคการผลิต ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานเดือนพ.ย. ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย ดัชนี PCE/Core PCE Price Index เดือนต.ค. ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/65 (prelim.) และรายงาน Beige Book ของเฟด นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามดัชนี PMI ภาคการผลิต/บริการเดือนพ.ย. ของจีน ทิศทางสกุลเงินเอเชียและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายด้วยเช่นกัน

ส่วนความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นไทยปิดใกล้เคียงกับระดับปิดสัปดาห์ก่อน ทั้งนี้ SET Index แกว่งตัวในกรอบแคบช่วงต้นสัปดาห์ แม้จะมีปัจจัยหนุนจากตัวเลขจีดีพีไทยไตรมาส 3/65 ที่ออกมาดีกว่าตลาดคาด เนื่องจากเผชิญแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงานตามทิศทางราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลงและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังมีข่าวยกเลิกการทำ Tender offer ของบริษัทสื่อสาร

Advertisement

อย่างไรก็ดี หุ้นไทยปรับตัวขึ้นช่วงกลางสัปดาห์ ตามแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานหลังโอเปกปฏิเสธข่าวลือเกี่ยวกับการเพิ่มกำลังการผลิต ก่อนจะย่อตัวลงอีกครั้งช่วงปลายสัปดาห์ เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน ประกอบกับจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดที่พุ่งขึ้นกระตุ้นความกังวลต่อสถานการณ์โควิด

กราฟตลาดหุ้น

ในวันศุกร์ (25 พ.ย.) ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,620.84 จุด เพิ่มขึ้น 0.21% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 51,425.24 ล้านบาท ลดลง 15.33% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 3.04% มาปิดที่ระดับ 582.43 จุด

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (28 พ.ย. -2 ธ.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,600 และ 1,580 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,640 และ 1,660 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมกนง. (30 พ.ย.) รวมถึงทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/65 ดัชนี PCE/Core PCE Price Index รายได้และรายจ่ายส่วนบุคคลเดือนต.ค. ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน และดัชนี ISM/PMI ภาคการผลิต เดือนพ.ย.

ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพ.ย. (เบื้องต้น) และดัชนีราคาผู้ผลิตดือนต.ค.ของยูโรโซน ดัชนี PMI ภาคการผลิต เดือนพ.ย.ของจีนและญี่ปุ่น รวมถึงผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค. ของญี่ปุ่น