เงินบาททรงตัว หลังนักลงทุนรอปัจจัยใหม่ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.88/90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ สภาอุตฯคาดเศรษฐกิจไทยปีนี้ปรับตัวดีขึ้นชัดเจน เห็นได้สัญญาณจากการบริโภคและการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 18 มกราคม 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (18/1) ที่ระดับ 33.08/10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (17/1) ที่ระดับ 33.09/11 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยดัชนีภาคการผลิต (Empir State Index) ต่ำกว่าคาดในวันนี้
ทั้งนี้ เฟดสาขานิวยอร์กรายงานว่า ดัชนีภาคการผลิตดิ่งลงสู่ระดับ -32.9 ในเดือน ม.ค. ซึ่งป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2563 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ -7 จากระดับ -11.2 ในเดือน ธ.ค. ดัชนีอยู่ต่ำกว่าระดับ 0 ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะหดตัวของภาคการผลิตในนิวยอร์ก ดัชนีภาคการผลิตได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ที่ซบเซา ส่งผลให้คำสั่งซื้อใหม่ดิ่งลง ส่วนการจ้างงานชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าในระยะสั้น หลังสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GBP) ปี 2565 ของจีนขยายตัว 3% ซึ่งดีกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์คาดว่าอาจจะขยายตัว 2.8% อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจจีนในปี 2565 ชะลอตัวลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2564 ที่มีการขยายตัว 8.4%
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)ชี้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2566 มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยกิจกรรมต่าง ๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ทำให้การขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศ ทั้งการบริโภค และการท่องเที่ยวกลับมามีสัญญาณที่ดีขึ้น
ขณะที่การส่งออกสินค้า แม้จะมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก แต่การใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) ควบคู่กับการที่ภาครัฐเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี เพื่อเปิดตลาดส่งออกใหม่ ๆ จะช่วยประคับประคองการส่งออกของไทยให้ยังทรงตัวต่อไปได้ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.90-33.18 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 31.88/90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้านี้ (18/1) ที่ระดับ 1.0790/92 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (17/1) ที่ระดับ 1.0816/18 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยสำนักงานสถิติแห่งสหพันธรัฐเยอรมนีระบุในวันนี้ (17 ม.ค.) ว่า อัตรางเงินเฟ้อของเยอรมนีลดลงอีกในเดือน ธ.ค. ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปี 2565 โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 9.6% เมื่อเทียบเป็นรายปีในเดือน ธ.ค. แต่ลดลงเมื่อเทียบกับ 11.3% ใน
เดือน พ.ย. และ 11.6% ในเดือน ต.ค. สำนักงานสถิติฯ เปิดเผยด้วยว่า อัตราเงินเฟ้อของทั้งปี 2565 อยู่ที่ 8.7% โดยสามารถดูข้อมูลที่ละเอียดเพิ่มเติมได้จากบนเว็บไซต์ของสำนักงานฯ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0770-1.0850 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0842/44 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (18/1) ที่ระดับ 128.63/65 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (17/1) ที่ระดับ 128.73/78 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงนโยบายการเงินในการประชุมวันนี้ โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ -0.1% และยังคงกรอบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ของรัฐบาลญี่ปุ่นเอาในช่วง -0.5% ถึง +0.5% ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากการประชุมครั้งก่อนเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา
การคงนโยบายการเงินดังกล่าวสวนทางกับที่ตลาดคาดการณไว้ว่า BOJ จะปรับนโยบายการเงินอีกครั้ง หลังจากที่สร้างความประหลาดใจด้วยการขยายกรอบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจากเดิมที่กำหนดไว้ที่ -0.24% ถึง +0.25% นอกจากนี้ BOJ ยังตัดสินใจคงนโยบายการเงินในวันนี้ แม้คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อในปีงบประมาณ 2565 จะสูงถึง 3% ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% ของ BOJ ก็ตาม ซึ่งทำให้ค่าเงินเยนในระหว่างวันปรับตัวอ่อนค่าขึ้น โดยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 128.43-131.56 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 129.73/75 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (19/01) ดัชนีภาคการผลิตจากธนาคารกลางรัฐฟิลาเดลเฟีย (19/1) และดัชนียอดขายบ้านมือสองในเดือนธันวาคม (20/1)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -11.00/-10.25 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -10.50/-8.50 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ