กนง.ยัน เงินบาทแข็งค่านับตั้งแต่ต้นปี 4-5% ไม่มีสัญญาณเก็งกำไร

ปิติ ดิษยทัต
ปิติ ดิษยทัต

กนง.เผย ค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปี66 ปรับแข็งค่า 4-5% เทียบสกุลดอลลาร์ ยันติดตามใกล้ชิด ชี้ไม่ได้เป็นการเก็งกำไร แต่สะท้อนตามปัจจัยพื้นฐาน-นักท่องเที่ยวฟื้น ยอมรับเข้าไปดูแลค่าเงิน ดันทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ระบุไม่นำประเด็นค่าเงินบาทมาพิจารณาในนโยบายการเงิน

วันที่ 25 มกราคม 2566 นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าเงินบาทที่ปรับแข็งค่าตั้งแต่ต้นปีเฉลี่ย 4-5% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และแข็งค่าเฉลี่ย 2% เทียบสกุลเงินอื่น เป็นเรื่องที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ติดตามใกล้ชิด ทั้งในแง่ผลต่อเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการ และงบดุล

อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวของค่าเงินยังไม่ได้เป็นประเด็นที่นำมาพิจารณาในด้านนโยบาย เนื่องจากการเคลื่อนไหวไม่ใช่การเก็งกำไร แต่เป็นการเคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของประเทศที่มีการฟื้นตัวสวนทางกับเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ หากดูการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในปี 2566 สะท้อนจากปัจจัยพื้นฐาน และธนาคารกลางสำคัญ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กำลังใกล้จุดสูงสุดในการขึ้นดอกเบี้ย และปัจจัยในประเทศจากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเพิ่มเติม โดยมีการปรับประมาณการนักท่องเที่ยวในปีนี้อยู่ที่ 25.5 ล้านคน จากเดิมอยู่ที่ 22 ล้านคน และในปี 2567 จาก 31.5 ล้านคน เพิ่มเป็น 34 ล้านคน ส่งผลให้เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น

อย่างไรก็ดี ตลาดได้มีการคาดการณ์ไว้แล้ว ซึ่งแตกต่างจากในปี 2565 จะเห็นค่าเงินปรับขึ้นและลง ซึ่งมาจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะนโยบายการเงินของเฟดที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

Advertisment

“ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน มีเหตุผลที่เข้าใจได้ เพราะเราได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจจีน และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมากที่สุด เพราะจากเดิมตัวเลขเป็น 0 และเพิ่มมาเป็น 11 ล้านคน อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ เฝ้าดูและติดตาม แต่ไม่ได้นำมาเป็นประเด็นในการพิจารณาทางด้านนโยบายการเงิน”

สำหรับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Reserve) ที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้น ยอมรับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าไปดูแลค่าเงินบาทในช่วงที่มีความผันผวนบ้างในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นช่วงที่นักลงทุนมีการปรับพอร์ตการลงทุน ประกอบกับ มูลค่าสินทรัพย์ในทุนสำรองระหว่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี หากมองเทียบกับช่วง 5-6 เดือนก่อนเงินทุนสำรองระหว่างประเทศใกล้เคียงกัน ไม่ได้แปลกไปจากเดิม