บาทเคลื่อนไหวในกรอบ หลังเฟด บีโออี อีซีบี ส่งสัญญาณเงินเฟ้อชะลอ

เงินบาท-ธนบัตร-แบงก์โน้ต
REUTERS/Athit Perawongmetha

เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ หลังเฟด บีโออี อีซีบี ส่งสัญญาณเงินเฟ้อชะลอตัว คาดประชุมเฟดรอบหน้าเดือนมีนาคมขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ขณะที่เงินบาททิศทางยังแข็งค่า IMF คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 3.7% ปี 2567 โต 3.6% ห่วงดอกเบี้ยสูง-สงครามรัสเซีย-ยูเครน ฉุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 30 มกราคม -3 กุมภาพันธ์ 2566 ช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวในกรอบแคบ โดยนักลงทุนรอติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ในสัปดาห์นี้ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% รวมทั้งรอฟังถ้อยแถลงจากประธานเฟดว่าจะมีการส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่

ซึ่งนักลงทุนคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสู่ระดับ 5.0% ในปีนี้ ต่ำกว่าที่เฟดส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ว่าจะปรับขึ้นสู่ระดับ 55.1% หรือเทียบเท่ากับช่วงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ย 5.00-5.25%

คาดประชุมรอบหน้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25%

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 025% สู่ระดับ 4.50-4.75% ในการประชุมวันที่ 31 มกราคม-1 กุมภาพันธ์ และจะปรับขึ้นอีก 0.25% สู่ระดับ 4.75-5.00% ในการประชุมวันที่ 21-22 มีนาคม ก่อนที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าว

ทั้งนี้เฟดเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีที่แล้วเพื่อสกัดเงินเฟ้อ หลังจากที่รัสเซียประกาศบุกโจมตียูเครนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 ทำให้สหรัฐและชาติตะวันตกออกมาตรการคว่ำบาตร ส่งผลให้ทั่วโลกเกิดการขาดแคลนพลังงานและอาหารอย่างหนัก และเป็นสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้น โดยเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 7 ครั้งในปีที่แล้ว โดยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 1 ครั้ง 0.50% จำนวน 2 ครั้ง และ 0.75% จำนวน 4 ครั้ง ส่งผลให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 4.25%

ในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ ค่าดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันอังคาร (31/1) หลังสหรัฐเปิดเผยต้นทุนแรงงานชะลอตัวลงในไตรมาส 4/2565 ซึ่งทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า เฟดจะผ่อนคันเร่งในการปรับขึ้นดอกเบี้ย

ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงินช่วงต้นสัปดาห์ลดลง 0.18% แตะที่ระดับ 102.10 โดยภายหลังการประชุมเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 4.50-4.75% ในการประชุมล่าสุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบสกุลเงินหลัก

ชี้เงินเฟ้อสหรัฐเริ่มชะลอตัว

โดยนายพาวเวลล์ประธานฟดระบุว่าเงินเฟ้อในสหรัฐเริ่มชะลอตัวลง และภาวะเงินเฟ้อต่ำเริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในขณะนี้ ซึ่งนักลงทุนมองว่านายพาวเวลล์ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเพียง 2 ครั้ง เท่านั้น หลังจากการแถลงข่าวของนายพาวเวลล์ ตลาดการเงินคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุด (terminal rate) ของเฟดจะอยู่ที่ 4.892% ภายในเดือนมิถุนายน ซึ่งลดลงจากระดับ 4.72% ก่อนการแถลงของนายพาวเวลล์

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผย ได้แก่ สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 47.4 ในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 ทางด้านสำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น 572,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 11.0 ล้านตำแหน่งในเดือนธันวาคม สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าลดลงสู่ระดับ 10.25 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 10.44 ล้านตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน

ทั้งนี้นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์นี้ (3/2) ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้นเพียง 187,000 ตำแหน่งในเดือนมกราคม หลังจากเพิ่มขึ้น 223,000 ตำแหน่งในเดือนธันวาคม และคาดว่าอัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.6% ในเดือนมกราคม จากระดับ 3.5% ในเดือนธันวาคม

ขณะที่ค่าเงินบาทในวันจันทร์ (30/1) เปิดตลาดที่ 32.75/77 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (27/1) ที่ระดับ 32.85/87 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยทางธนาคารกลางแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยในเดือนธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา ยังฟื้นตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อน โดยได้รับแรงส่งจากภาคบริการที่ขยายตัวต่อเนื่องตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสนับสนุนให้เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2565 อยู่ที่ 11.15 ล้านคน สูงกว่าที่คาดไว้ ส่วนดัชนีการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 8.5%

อย่างไรก็ดี แรงกดดันจากเศรษฐกิจคู่ค้าที่ชะลอตัวกดดันให้มูลค่าการส่งออกเดือนธันวาคมหดตัวลง 12.3% และทั้งปีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 4% ต่ำกว่าที่คาด ส่งผลให้ทั้งปี 2565 ดัชนีภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.6% จากระยะเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนทั้งปี 2565 เพิ่มขึ้น 2.8% และเดือนธันวาคมลดลง 2.9% ขณะเดียวกัน ทาง สศอ.ประเมินว่าจากนโยบายจีนเปิดประเทศ จะส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้การบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศที่แท้จริงภาคอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 0.30%

ไอเอ็มเอฟคาดเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 3.7%

และไอเอ็มเอฟ คงคาดการณ์เศรษฐกิจประเทศไทยสำหรับปี 2566 และ 2567 ว่าจะขยายตัว 3.7% และ 3.6% ตามลำดับ และเตือนว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น รวมถึงกรณีรัสเซียรุกรานยูเครนยังมีแนวโน้มที่จะถ่วงกิจกรรมเศรษฐกิจต่อไป ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.65-33.095 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.94/96 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (30/1) ที่ระดับ 1.0866/70 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (27/1) ที่ระดับ 1.0882/86 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในช่วงต้นสัปดาห์ นักลงทุนรอดูผลการประชุมของทางเฟด อีซีบี และบีโออีทำให้การเคลื่อนไหวของค่าเงินหลักต่าง ๆ เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ โดยธนาคารกลางอังกฤษมีมติ 7-2 ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% สู่ระดับ 4.0% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551 ในการประชุมตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 10 ติดต่อกัน

บีโออีส่งสัญญาณชะลอขึ้นดอกเบี้ย

อย่างไรก็ดี แถลงการณ์ของบีโออีส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยระบุว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มผ่านระดับสูงสุดแล้ว และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมตามการคาดการณ์ของตลาดเช่นกัน และเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกัน

นอกจากนี้ อีซีบีส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และระบุอย่างชัดเจนว่าอีซีบีจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.50% ในการประชุมเดือนมีนาคม ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรมีกรอบการเคลื่อนไหวระหว่าง 1.0800-1.1033 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (3/2) ที่ระดับ 1.0898/91 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร


สำหรับการเคลื่้อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันจันทร์ (30/1) ระดับ 130.12/15 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (27/1) ที่ระดับ 129.85/88 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์ดัชนีนิกเกอิปรับตัวขึ้นไม่มากนัก เนื่องจากคำแถลงของนายพาวเวลล์ส่งผลให้สกุลเงินเยนแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์มาอยู่ที่ระดับ 128 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่้อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 128.07-130.59 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (3/2) ที่ระดับ 128.60/63 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ