กสิกรไทย แนะ 4 กองทุนเด่นเสริมสมดุลพอร์ต ลดเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอ

การลงทุน

บลจ.กสิกรไทย ชวนกระจายลงทุนผ่าน 4 กองทุนผสม เน้นความหลากหลายในประเภทสินทรัพย์ช่วยเสริมพอร์ตให้แกร่ง ผ่านได้ในทุกวิกฤต พร้อมรับโปรโมชั่น Fund Back สูงสุด 1,000 บาท และส่วนลดค่าธรรมเนียมการซื้อ (Front-end Fee) ระหว่างวันที่ 26 ม.ค. 66-31 มี.ค. 66

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 นายสุรเดช เกียรติธนากร กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยว่า ตลาดทุนในปัจจุบันยังมีความผันผวนสูง อันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว และผลกระทบจากการใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อ ดังนั้นการลงทุนภายใต้ภาวะตลาดเช่นนี้ ผู้ลงทุนควรใช้หลักกระจายการลงทุน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งเพียงสินทรัพย์เดียว

ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทย ขอแนะนำ 4 กองทุนเด่นที่เน้นกระจายการลงทุน ได้แก่ K-GINCOME-A(R), K-GINCOME-A(A), K-PLAN2 และ K-PLAN3

สุรเดช เกียรติธนากร
สุรเดช เกียรติธนากร

นายสุรเดชกล่าวต่อไปว่า ความแตกต่างระหว่างกองทุน K-GINCOME และ K-PLAN อยู่ที่ K-GINCOME เน้นกระจายลงทุนในต่างประเทศ ส่วน K-PLAN เน้นกระจายลงทุนในประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้ กองทุน K-GINCOME มีนโยบายลงทุนผ่านกองทุนหลัก JPMorgan Investment Funds-Global Income Fund, Class I (mth)-USD (hedged) ที่เน้นกระจายลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายกว่า 3,000 ตัวทั่วโลก มีให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ K-GINCOME-A(R) แบบรับซื้อคืนอัตโนมัติ ผู้ลงทุนจะได้รับรายได้ระหว่างการลงทุน ซึ่งรายได้นั้นไม่ต้องเสียภาษี และ K-GINCOME-A(A) แบบสะสมมูลค่า ผลตอบแทนจะสะสมเข้าพอร์ตของกองทุนเพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรต่อไป

สำหรับกองทุน K-PLAN มีนโยบายลงทุนที่เน้นกระจายลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ในไทยเป็นหลัก และลงทุนในต่างประเทศบางส่วน โดย K-PLAN2 เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการมองหาโอกาสทำกำไรเพิ่มเติมจากหุ้น แต่ยังคงรับความเสี่ยงได้ไม่สูงมาก จึงเน้นลงทุนในตราสารหนี้ไทยเป็นสัดส่วนหลักประมาณ 70% ของพอร์ต ส่วน K-PLAN3 เหมาะกับผู้ที่อยากลงทุนหุ้นในสัดส่วนที่มากขึ้น แต่ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์การลงทุนทั่วโลกที่มีความผันผวนสูง จึงกลับมาเน้นลงทุนหุ้นไทยในสัดส่วนไม่เกิน 55% ของพอร์ต

อย่างไรก็ดี บลจ.กสิกรไทย แนะนำให้เข้าลงทุนในกองทุนทั้ง 4 ได้ทุกช่วงเวลา ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงสามารถลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอทุกเดือนผ่านการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Average : DCA) ผ่าน App K-My Funds เพื่อฝึกวินัยทางการเงิน อีกทั้งการลงทุนในกองทุนผสมที่เน้นกระจายการลงทุนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพอร์ตได้ดีในทุกสภาวะตลาด

เนื่องจากสินทรัพย์แต่ละประเภทมีการเคลื่อนไหวของราคาที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา ยกตัวอย่างเช่น หุ้นมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัว ส่วนตราสารหนี้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว เป็นต้น

“ปัจจุบันตลาดได้สะท้อนความคาดหวังต่อสัญญาณเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงไปแล้ว โดยในระยะถัดไปให้จับตาการกลับมาของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น ซึ่งขึ้นกับอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารกลางสหรัฐ ที่คาดว่าใกล้แตะระดับสูงสุดแล้ว และการปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

อย่างไรก็ดี การทยอยเปิดประเทศในกลุ่มเอเชียจะนำไปสู่พัฒนาการการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าฝั่งสหรัฐและยุโรป อีกทั้งยังมีปัจจัยสนับสนุนระยะยาวจากการบริโภคอันมหาศาล และแรงขับเคลื่อนทางด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี สำหรับตลาดหุ้นไทยยังคงมีความน่าสนใจ


โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคของภาคเอกชน ซึ่งเป็นแรงส่งสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยที่คาดการณ์ GDP ปี 2566 ไว้ที่ 3.7% ด้านตลาดตราสารหนี้ไทยในปัจจุบันได้สะท้อนอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับประมาณ 2.0-2.5% แล้ว ส่งผลให้ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ไทยยังอยู่ในระดับที่สามารถเข้าลงทุนได้” นายสุรเดชกล่าว