ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐแข็งแกร่ง หนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ยต่อ
ดอลลาร์
ตัวเลขการจ้างงานแข็งแกร่ง หนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ยต่อ เพื่อให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ระดับ 2% ขณะที่สัญญาณทางเศรษฐกิจภาคบริการกลับมาขยายตัว ขณะที่เงินบาทแกว่งตัว ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 33.62/64 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 6-10 กุมภาพันธ์ 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (6/2) ที่ระดับ 33.55/57 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (3/2) ที่ระดับ 32.96/99 บาท/ดอลลาร์สหรัฐตามการแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์ หลังกระทรวงแรงงานเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่ง เป็นปัจจัยหนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 517,000 ตำแหน่งในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมของปีที่ผ่านมา และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 187,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 3.4% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมของปีก่อนหน้า และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.6%
นอกจากนี้ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และเพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบรายปี โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.3% โดยหลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงาน FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% อีก 2 ครั้ง ในการประชุมเดือนมีนาคม และเดือนพฤษภาคม สู่ระดับสูงสุดที่ 5.00-5.25% ก่อนที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าว
นอกจากนี้ สัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐยังมาจากการที่สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) โดยดัชนีภาคบริการของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 55.2 ในเดือนมกราคม จากระดับ 49.2 ในเดือนธันวาคม ได้บ่งชี้ว่า ภาคบริการกลับมามีการขยายตัว ทั้งนี้ ในช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังเคลื่อนไหวผันผวนอยู่ในกรอบ โดยแปรผันตามบทสัมภาษณ์และความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ปธ.เฟดเผยยัน ขึ้นดอกเบี้ยต่อไป
โดยนายพาวเวลล์กล่าวว่าธนาคารกลางยังคงจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีกระยะ เพื่อให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 2% และไม่ได้ให้สัญญาณถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงแต่อย่างใด นอกจากนี้หากตัวเลขเศรษฐกิจทางภาคแรงงานออกมาตึงตัวหรือตัวเลขเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทางธนาคารกลางก็จำเป็นจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าวสอดคล้องกับเจ้าหน้าที่ของเฟดอีก 2-3 รายที่ได้กล่าวในลักษณะเดียวกัน
โดยนายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ หนึ่งในคณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้เน้นย้ำว่า ภารกิจของเฟดในการดำเนินการควบคุมเงินเฟ้อนั้นยังไม่สิ้นสุดยังมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป ส่วนนายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์กได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล ว่า เฟดจำเป็นต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับที่คุมเข้มต่อไปอีกประมาณ 2-3 ปี เพื่อให้ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำเท่ากับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ประกาศออกมาในช่วงปลายสัปดาห์นี้ นักลงทุนไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก โดยตัวเลขดุลการค้าของสหรัฐในเดือนธันวาคม ขาดดุลเพิ่มขึ้นจาก 61.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 67.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยถือเป็นการขาดดุที่น้อยกว่าที่คาดการณ์ จากการที่การนำเข้าของสหรัฐเพิ่มขึ้นจาก 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 317.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนสต๊อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งในเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์และเป็นการปรับตัวขึ้นน้อยที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2563
เงินบาทแกว่งตัวในกรอบเหนือระดับ 33.30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับค่าเงินบาทนั้นยังแกว่งตัวอ่อนค่าในกรอบเหนือระดับ 33.30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแรงกดดัน เนื่องจากในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิในตลาดทุนของไทย ทั้งตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้น ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.38-33.81 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (10/2) ที่ระดับ 33.62/64 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (6/2) ที่ระดับ 1.0785/87 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (3/2) ที่ระดับ 1.0935/37 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยยูโรอ่อนค่าตามการแข็งค่าของสหรัฐ หลังสหรัฐรายงานตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ค่าเงินยูโรยังได้รับแรงกดดันจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาอย่างอ่อนแอ โดยยอดคำสั่งซื้อภาคโรงงานของเยอรมนีประจำเดือนธันวาคมปรับตัวลดลง 10.1% ต่ำกว่าระดับคาดการณ์ว่าจะลดลง 7.1% นอกจากนี้ ยอดค้าปลีกประจำเดือนมกราคมของสหภาพยุโรปก็ปรับตัวลดลงมากกว่าระดับคาดการณ์เช่นกัน โดยปรับตัวลดลง 2.7% กว่าระดับคาดการณ์ว่าจะปรับตัวลดลง 2.5%
อย่างไรก็ดี ค่าเงินยูโรยังเคลื่อนไหวเหนือระดับ 1.0700 โดยยังได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ของนักลงทุนที่ว่าทางธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะมีการดำเนินนโยบายการเงินที่แข็งกร้าวกว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในปีนี้ โดยล่าสุดนายคลาส น้อต ผู้กำหนดนโยบายของ ECB ระบุว่า ทาง ECB ยังจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงเดือนพฤษภาคมเป็นอย่างน้อย ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อในยุโรปดูเสมือนว่ากำลังจะผ่านจุดสูงสุด
ทั้งนี้ล่าสุดสำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีได้เปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของเยอรมนีเดือนมกราคม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.7% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 8.9% โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงเดือนธันวาคมที่เพิ่มระดับ 8.6% ส่วนเมื่อเทียบรายเดือนตัวเลขดังกล่าวปรับตัวขึ้น 1.0% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 0.8% และสูงกว่าเดือนธันวาคมที่ลดลง 1.2% จากตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อของเยอรมนียังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นผลให้ทางอีซีบียังจะต้องดำเนินการขึ้นดอกเบี้ยต่อไป ทั้งนี้ในช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0708-1.0798 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (10/2) ที่ระดับ 1.0737/39 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
เงินเยนอ่อนค่า ตลาดจับตาประธาน BOJ คนใหม่
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันจันทร์ (6/2) ที่ระดับ 132.29/31 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (3/2) ที่ระดับ 128.49/51 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยเงินเยนอ่อนค่าลงหลังหนังสือพิมพ์นิกเคอิรายงานว่า นายมาซาโยชิ อามามิยะ ได้รับการทาบทามจากรัฐบาลให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีแนวโน้มจะส่งเสริมนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษในปัจจุบัน ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดยังคงจับตาดูการเลือกผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คนถัดไป ซึ่งการรับตำแหน่งของผู้ว่าการคนถัดไป จะมีผลต่อมุมมองการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น
โดยในวันศุกร์ ค่าเงินเยนได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นหลังจากนายมาซาโยชิ อามามิยะ ประกาศถอนตัวจากการเป็นผู้สมัครผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด ยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของญี่ปุ่นในเดือนธันวาคม 2565 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.34 หมื่นล้านเยน (255.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งถือว่าลดลงอย่างมากจากยอดเกินดุล 1.8 ล้านล้านเยนในเดือนพฤศจิกายน 2565 แสดงให้เห็นถึงการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้เงินเยนที่อ่อนค่ามีผลกระทบต่อดุลการชำระเงินที่เคยแข็งแกร่งของญี่ปุ่นโดยตลอดมานั้น ยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของญี่ปุ่นถือเป็นการบ่งชี้ถึงการส่งออกที่แข็งแกร่งของประเทศญี่ปุ่น และเป็นแหล่งที่มาของความเชื่อมั่นในสกุลเงินเยนว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ยอดเงินดุลบัญชีเดินสะพัดได้ลดลงรายเดือนในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ในช่วงปลายสัปดาห์ ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 129.80-132.90 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (10/2) ที่ระดับ 130.23/25 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ