เศรษฐกิจโลกทรงอย่าง “แบด” แต่อาจไม่ “แซด” อย่างที่คิด

เศรษฐกิจโลก
คอลัมน์ : Next Normal
ผู้เขียน : ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร EXIM BANK

ในช่วงที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าหนึ่งในข่าวที่ท่านผู้อ่านได้รับทราบกันแทบทุกวันคือ แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปีนี้ที่ดูจะไม่ค่อยสดใสมากนัก โดยหลายฝ่ายมีมุมมองต่อเศรษฐกิจโลกในทิศทางที่แย่ลงกว่าคาดการณ์เดิม หรือที่เรียกว่า downside risk ลงเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ผมไม่อยากพูดถึงเศรษฐกิจโลกในมุมที่เครียดจนเกินไป ผมจึงขอเปรียบเศรษฐกิจโลกเป็นเพลง ซึ่งเพลงที่ผมคิดว่าน่าจะเข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกตอนนี้มากที่สุดคือ เพลงทรงอย่างแบด ที่กำลังฮิตในหมู่วัยรุ่นฟันน้ำนม

เนื่องจากหลายฝ่ายคาดว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะ “แบด” ค่อนข้างแน่ แต่ในอีกมุมนึง ผมก็คิดว่าอาจจะไม่ “แซด” อย่างที่คิด จาก 3 เหตุผลที่อาจช่วยให้ mood & tone ของเศรษฐกิจโลกดู soft ลงได้ ดังนี้

– ผูกเองได้…ก็แก้เองได้ ผมตั้งข้อสังเกตว่า recession ครั้งนี้ที่อาจเกิดขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐและยุโรปดูจะเป็นความตั้งใจของธนาคารกลางทั้ง Fed และ ECB ในการดับไฟเงินเฟ้อที่อาจลุกลามบานปลาย ผ่านการใช้เครื่องมือทางการเงินแบบดั้งเดิม อย่างการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการแก้ปัญหา สิ่งที่เกิดขึ้นดูจะแตต่างจาก recession 2 ครั้งในอดีตที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด หรือมีการประเมินสถานการณ์ที่ต่ำเกินไป

อย่างวิกฤต Hamburger ที่เกิดจากปัญหาอสังหาริมทรัพย์ที่ซุกอยู่ใต้พรม พอปะทุขึ้นมาก็ทำให้วาณิชธนกิจขนาดใหญ่อย่าง Lehman Brothers ล้มชั่วข้ามคืน หรือวิกฤต COVID-19 ที่ผมจำได้ว่าช่วงที่พบการระบาดครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่นของจีนในเดือนธันวาคม 2562

มีผู้ติดเชื้อเพียงหลักพัน หลายฝ่ายยังประเมินกันอยู่เลยว่าไม่น่าจะรุนแรง แต่สุดท้ายใครจะคิดว่าจะทำให้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกเกือบ 700 ล้านคน และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจมากที่สุดในรอบ 90 ปี

ดังนั้น หากมองในแง่ดี วิกฤตครั้งนี้มีการคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว อีกทั้งเป็นวิกฤตที่ผู้กำหนดนโยบายผูกเอง และสามารถแก้เองได้ พูดง่าย ๆ คือ Fed และ ECB จงใจเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้เศรษฐกิจชะลอ เพื่อลดเงินเฟ้อได้ ก็สามารถลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะถัดไปได้เช่นกัน

– แค้นนี้…เริ่มชำระไม่สาย ผมกำลังพูดถึงการที่จีนเปิดประเทศเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาด ประเด็นนี้น่าจะสร้าง multiplier effects ต่อเศรษฐกิจโลกได้ในหลายมิติ ไม่เพียงภาคการท่องเที่ยวที่ล่าสุด McKinsey คาดว่าปีนี้ชาวจีนจะออกไปท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 70 ล้านคน หรือกลับมากว่า 50% ก่อนเกิด COVID-19 รวมถึงการที่จีนเป็นประเทศผู้นำเข้าสินค้าใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก ด้วยสัดส่วนราว 12% ก็น่าจะช่วยพยุงการค้าโลกได้ระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า ในช่วง 3 ปีที่จีนใช้นโยบาย Zero COVID ชาวจีนมีมูลค่าการออมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 80% ปัจจัยดังกล่าวจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายล้างแค้นที่อั้นมาในช่วง lockdown (revenge travel & 
spending) ได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อจีนที่ยังอยู่ระดับต่ำอันดับต้น ๆ ของโลกที่ 1.8% ทำให้จีนยังมี room อีกมากในการใช้นโยบายการเงินและการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ล่าสุด หลังจีนประกาศเปิดประเทศ Barclays ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจจีนปี 2566 จาก 3.8% เป็น 4.8% ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้ Barclays ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ขึ้นจาก 1.7% เป็น 2.2% อีกด้วย

– งานยังมี…เงินยังแกร่ง โดยเฉพาะตลาดแรงงานและภาคการเงินของสหรัฐและยุโรปที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยในอดีตหากเกิด recession ภาคส่วนดังกล่าวมักได้รับผลกระทบเป็นลำดับต้น ๆ อย่างวิกฤต Hamburger และ COVID-19 ที่อัตราการว่างงานสหรัฐและยุโรปพุ่งเกิน 
10%

แต่สถานการณ์ปัจจุบันดูจะต่างออกไป แม้เราจะได้ยินข่าวบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐ ประกาศปลดพนักงานกว่าแสนอัตรา แต่ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับกำลังแรงงานทั้งหมดของสหรัฐ ที่กว่า 165 ล้านคน ทำให้ล่าสุดอัตราการว่างงานสหรัฐ ยังอยู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปีที่ 3.5% เช่นเดียวกับในยุโรปที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6.5%

นอกจากนี้ หากดูในภาคการเงินที่เคยเป็นต้นตอของวิกฤตหลายครั้ง ปัจจุบันสุขภาพก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนได้จาก NPLs ของสหรัฐ (Q3/65) ที่ต่ำเพียง 1.2% น้อยกว่าช่วงวิกฤต Hamburger ที่ 5% หรือ NPLs ในยุโรปที่ 1.8% ต่ำกว่าช่วงวิกฤตหนี้ยุโรปที่ 7.5% ค่อนข้างมาก

ขณะเดียวกันสถาบันการเงินในสหรัฐและยุโรปก็มีความแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อน สะท้อนจากอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของสหรัฐและยุโรปที่อยู่ในระดับสูงถึง 14.7% และ 18.9% (Q2/2565) ตามลำดับ สูงกว่าเกณฑ์ Basel III ที่ 8% ทำให้ความเสี่ยงที่นำไปสู่วิกฤตภาคการเงินยังค่อยเบาใจได้


ทั้งหมดนี้ ผมแค่จะบอกว่าอย่าเพิ่งหมดหวังกับเศรษฐกิจโลกปี 2566 กันนะครับ โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทยที่ยังมีโอกาสเจาะตลาดใหม่ ๆ ท่ามกลางตลาดหลักที่อาจชะลอลง ที่สำคัญต้องอย่าลืมป้องกันความเสี่ยงการค้าการลงทุน และค่าเงินกันนะครับ