เปิดงบการเงิน MAKRO ทำไมกำไรปี 2565 ลดลง 5,990 ล้านบาท และยังปิดสาขาโลตัสส์ในเมืองไทยไปกว่า 40 สาขา
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 4 บริษัทใหญ่ในตลาดหุ้นไทย ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ “กลุ่ม ซี.พี.” ได้ทยอยประกาศผลประกอบการปี 2565 ออกมาแล้ว 2 บริษัทคือ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUEE และบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO ที่กำลังจะเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CP AXTRA
“ประชาชาติธุรกิจ” ส่องงบการเงิน MAKRO ผู้นำอุตสาหกรรมค้าปลีกค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคอันดับ 1 ในเอเชีย ที่มีศูนย์กระจายสินค้ากว่า 162 สาขา และไฮเปอร์มาร์เก็ต/ซูเปอร์มาร์เก็ต/มินิซูเปอร์มาร์เก็ตของ Lotus’s และ Lotus Supercenter กว่า 2,643 สาขา
เกิดอะไรขึ้น ? กำไรปี 2565 ลดลง 5,990 ล้าน
โดยเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2566 ทาง MAKRO รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า งบการเงินปี 2565 มีกำไรสุทธิ 7,679 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 5,990 ล้านบาท หรือติดลบ 43.8% เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่มีกำไรสุทธิ 13,687 ล้านบาท
แต่หากไม่รวมกำไรทางบัญชีที่รับรู้มาจากผลต่างระหว่างมูลค่ายุติธรรมและมูลค่าตามบัญชีของส่วนได้ส่วนเสีย จากการรวมธุรกิจภายใต้การควบคุมเดียวกัน จะมีกำไรสุทธิ 7,679 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.4% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY)
แยกเป็นกำไรกลุ่มธุรกิจค้าส่ง (ธุรกิจแม็คโครประเทศไทย ธุรกิจแม็คโครต่างประเทศ และธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส) จำนวน 7,074 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% และกำไรกลุ่มธุรกิจค้าปลีกภายใต้ชื่อ Lotus’s และธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าในศูนย์การค้าในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย (Lotus’s Thailand และ Lotus’s Malaysia) อีกจำนวน 623 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.7% YOY
ทั้งนี้ตามตัวเลขกำไร 7,679 ล้านบาท ที่ลดลง 5,990 ล้านบาท หรือติดลบ 43.8% YOY นั้น เป็นผลมาจาก MAKRO มีต้นทุนการเช่าและการให้บริการรวม 5,982 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 4,936 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการเช่าและการให้บริการของกลุ่มธุรกิจค้าปลีก
และมีต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารรวม 62,842 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้รวม 13.4% โดยเพิ่มขึ้น 36,353 ล้านบาท หรือ +137.2% YOY เป็นผลมาจากต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารของกลุ่มธุรกิจค้าปลีก เพิ่มขึ้น 33,560 ล้านบาท
ส่วนกลุ่มธุรกิจค้าส่ง เพิ่มขึ้น 2,793 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสาขาตามจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น ค่าบริการจัดส่งสินค้า (Delivery) เนื่องจากการเติบโตของยอดขายผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายออนไลน์ ค่าภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างที่เพิ่มขึ้นจากการเรียกเก็บเต็มจำนวนเมื่อเทียบกับปีก่อนที่เรียกเก็บเพียง 10%
และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของธุรกิจออนไลน์และการส่งสินค้านอกร้าน รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงพื้นที่ร้านค้าเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจดังกล่าวที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงค่าสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นโดยหลักจากการปรับค่าไฟฟ้าผันแปรในช่วงปลายปี
รายได้พุ่ง 4.4 แสนล้าน สวนทางกำไร
แต่อย่างไรก็ดี รายได้จากการขายรวมถือว่ายังปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 188,552 ล้านบาท หรือ +72.9% YOY มาอยู่ที่ 447,182 ล้านบาท โดยเป็นผลจากการรวมกิจการกลุ่มธุรกิจค้าปลีกตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. 2564 ประกอบกับการเติบโตของรายได้จากการขายของกลุ่มธุรกิจค้าส่ง 21,093 ล้านบาท +9.5% YOY
จากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของธุรกิจแม็คโครประเทศไทย การเติบโตของธุรกิจแม็คโครต่างประเทศ และธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวและผ่อนคลายมาตรการการเดินทางระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
นอกจากนี้มีรายได้ค่าเช่าและรายได้จากการให้บริการศูนย์การค้า 13,477 ล้านบาท รายได้จากการให้บริการ 5,422 ล้านบาท และรายได้อื่นอีก 3,050 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 21,949 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14,212 ล้านบาท หรือ +183.7 YOY
ปิด 40 สาขาโลตัสส์ในประเทศไทย
ในส่วนจำนวนศูนย์กระจายสินค้าธุรกิจแม็คโคร ปรับตัวเพิ่มขึ้น 13 สาขา รวมเป็นทั้งหมด 162 สาขา โดยเปิดเพิ่มในประเทศไทย 10 สาขา (ในระหว่างปี 2565 ธุรกิจแม็คโครประเทศไทยเปิดสาขาใหม่ 11 สาขา และปิดจำนวน 1 สาขา) และเปิดเพิ่มในต่างประเทศ 3 สาขา (ไม่รวมร้านอาหาร/ร้านค้าปลีกขนาดเล็กในกลุ่มธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส 1 ร้านค้า)
ขณะที่จำนวนศูนย์กระจายสินค้าธุรกิจโลตัสส์ ลดลง 37 สาขา รวมเป็นทั้งหมด 2,643 สาขา โดย Lotus’s Thailand ลดลง 40 สาขา เหลืออยู่ทั้งสิ้น 2,578 สาขา ส่วน Lotus’s Malaysia เปิดเพิ่ม 3 สาขา ขยับเป็น 65 สาขา
โดย Lotus’s Thailand มีอัตราการเช่าพื้นที่ 90% ทรงตัวจากปี 2564 ในขณะที่ Lotus’s Malaysia มีอัตราการเช่าพื้นที่ 93.2% เพิ่มขึ้น 1.1% YOY
สินทรัพย์รวม 5.4 แสนล้าน
สำหรับสินทรัพย์รวมของ MAKRO ในปีที่ผ่านมา มีจำนวน 548,643 ล้านบาท ลดลง 20,847 ล้านบาท หรือ -3.7% YOY สาเหตุหลักจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลงสุทธิจำนวน 28,426 ล้านบาท จากการจ่ายชำระเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินของบริษัทย่อย การใช้เงินไปในการลงทุนก่อสร้างสาขาใหม่ และการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์เพื่อทดแทนระบบเดิมของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่ต้องยกเลิก
การใช้งานตามเงื่อนไขการซื้อธุรกิจ การจ่ายชำระหนี้ค่าสินค้า รวมถึงจ่ายเงินปันผลในระหว่างปี ทั้งนี้สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นจำนวน 5,853 ล้านบาท จากการซื้อสินค้าเพื่อขายในช่วงเทศกาล ซึ่งมีการฟื้นตัวของธุรกิจเมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อน
ในส่วนหนี้สินรวมอยู่ที่ 257,712 ล้านบาท ลดลง 23,280 ล้านบาท หรือลดลง 8.3% YOY สาเหตุหลักมาจากหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลง 24,657 ล้านบาท จากการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน นอกจากนี้บริษัทย่อยออกหุ้นกู้เพื่อชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวก่อนกำหนด