Skip to content

ตลาดสินเชื่อออนไลน์โตไม่หยุด รายใหม่แห่ขอใบอนุญาตชิงเค้ก

08 มี.ค. 2566 | 06:35น.
ตลาดสินเชื่อออนไลน์โตไม่หยุด รายใหม่แห่ขอใบอนุญาตชิงเค้ก

สินเชื่อดิจิทัลคึกคัก รายใหม่ทยอยยื่นขออนุญาต ธปท. เผยยอดปล่อยสินเชื่อคนตัวเล็ก 2.28 ล้านราย ชี้ทิศทางโตต่อเนื่อง “กสิกรไทย” ปลื้ม “K PAY LATER” เข้าถึงกลุ่มเข้าไม่ถึงธนาคารกว่า 5 แสนคน พร้อมขยายวงเงินให้ลูกค้ามีวินัย “กรุงศรีฯ” เผยเห็นสัญญาณเจ้าของเงินทุน-เจ้าของฐานข้อมูลขนาดใหญ่จับมือลงสนามชิงเค้ก

นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ล่าสุด ความคืบหน้าการปล่อยสินเชื่อบุคคลดิจิทัล หรือ digital personal loan มีผู้ประกอบการขออนุญาตทำธุรกิจเพิ่ม 2-3 ราย อยู่ระหว่างการพิจารณา

โดยการปล่อยสินเชื่อบุคคลดิจิทัลและสินเชื่อออนไลน์ยังมีทิศทางการเติบโต และธนาคารจะไปทางนี้มากขึ้น ผ่านการใช้ข้อมูลทางเลือก (alternative data) ในการพิจารณาความเสี่ยงและวิเคราะห์การปล่อยสินเชื่อ สอดคล้องกับทิศทางในอนาคตที่ ธปท.จะมีการอนุมัติการจัดตั้งธนาคารไร้สาขา (virtual bank) ให้กับผู้ประกอบการที่ให้ความสนใจ

โดยขณะนี้การปล่อยสินเชื่อบุคคลดิจิทัลมีผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจแล้ว 6 ราย จากที่ได้รับการอนุมัติ 9 ราย และที่เหลือ 3 รายอยู่ระหว่างปรับโมเดลธุรกิจและระบบ ปัจจุบันมีฐานลูกค้า 2.28 ล้านราย วงเงินสินเชื่อปล่อยทั้งสิ้น 6,800 ล้านบาท เฉลี่ยวงเงินต่อรายปรับลดลงจากเดิม 5,000 บาทต่อราย เหลือ 3,000 บาทต่อราย

สะท้อนว่าผู้ประกอบการปล่อยสินเชื่อกระจายตัวไปในกลุ่มตัวเล็กหรือรากหญ้ามากขึ้น ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เกิดขึ้นปกติตามการทำธุรกิจ แต่ตัวเลขจะไปรวมอยู่ในสินเชื่อส่วนบุคคล

“สำหรับในส่วนของซื้อก่อนผ่อนที่หลัง (Buy Now Pay Later) ที่การปล่อยสินเชื่อมี 2 รูปแบบ หากเป็นผู้ประกอบธุรกิจอยู่ภายใต้การกำกับ จะรวมอยู่ภายใต้สินเชื่อส่วนบุคคล และรูปแบบที่ผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (น็อนแบงก์) ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ประเภทนี้ก็ยกเว้น

แต่จะมีอีกรูปแบบ Buy Now Pay Later ที่ใช้สัญญาแฟกเตอริ่ง ซึ่งจะอยู่ภายนอกการกำกับ ธปท.ได้มีการตั้งทีมคอยติดตามดู หากเห็นว่าเริ่มส่งผลต่อตลาดก็จะเข้ามาดูมากขึ้น เหมือนกรณีธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ตอนนี้เรามีการเซตทีมดูแลอยู่ และดูตัวเลข ณ วันปัจจุบันยังไม่เยอะมาก เทียบกับสินเชื่อส่วนบุคคลทั่วไป และรูปแบบธุรกรรมยังคงพิจารณาการปล่อยสินเชื่อคล้ายกับสินเชื่อส่วนบุคคล”

สินเชื่อบุคคลดิจิทัลแข่งขันสูง

นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง จากข้อมูลพบว่าประเทศไทยมีประชากรมากกว่า 20 ล้านคนที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ ทำให้มีผู้ให้บริการสินเชื่อบุคคลดิจิทัลจำนวนมาก ทั้งที่เป็นสถาบันการเงิน และผู้ประกอบการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (น็อนแบงก์)

อย่างไรก็ดี จากแนวโน้มเศรษฐกิจปัจจุบันมีความเสี่ยงที่ลูกค้าจะนำสินเชื่อไปใช้จ่ายเกินตัว ซึ่งก่อให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ได้ โดยแผนการดำเนินงานสินเชื่อบุคคลดิจิทัล ภายใต้ “K PAY LATER” ในปีนี้มีแผนจะขยายโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบไปสู่กลุ่มคนที่มีข้อจำกัดให้เข้าถึงบริการมากขึ้น

เช่น คนที่ไม่มีเอกสารยืนยันรายได้ หรือหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นต้น โดยธนาคารได้มีการพัฒนาเครื่องมือประเมินความเสี่ยงเพื่อช่วยให้อนุมัติสินเชื่อให้กับกลุ่มลูกค้าใหม่ได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ปีที่ผ่านมา K PAY LATER มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นประมาณ 5 แสนคน และมียอดใช้จ่ายมากกว่า 2,500 ล้านบาท กลุ่มลูกค้าหลักยังคงเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดเข้าถึงธนาคาร และกลุ่มนี้มีความต้องการสินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันผ่านร้านค้าต่าง ๆ

เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และเราเห็นว่าลูกค้ายังมีความต้องการวงเงินสินเชื่อที่มากขึ้น และในไตรมาส 3/65 ธนาคารได้พิจารณาขยายวงเงินสินเชื่อให้กับลูกค้าที่มีวินัยในการชำระคืนตรงเวลา”

แนวโน้มตลาดโตต่อเนื่อง

นายณัฐพล ลือพร้อมชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานสินเชื่อที่อยู่อาศัย และรักษาการผู้บริหารสายงานสินเชื่อบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวในเรื่องนี้ว่า การปล่อยสินเชื่อบุคคลผ่านช่องทางดิจิทัล ภายใต้ “Krungsri iFIN” ปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตสูงถึง 380% จากปีก่อน

ส่วนปีนี้คาดว่าน่าจะขยายตัวต่อเนื่องอยู่ในระดับสูง ซึ่งธนาคารจะพัฒนานวัตกรรมทางการเงินในช่องทางดิจิทัล เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินเชื่อตามความจำเป็น และเพื่อให้ขยายฐานลูกค้าได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ธนาคารจะมีการนำข้อมูลทางเลือกอื่น ๆ เช่น mobile score และ credit score มาพิจารณาการใช้สินเชื่อเป็นไปอย่างเหมาะสม

“การให้สินเชื่อในช่องทางดิจิทัลมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทั้งผู้ให้บริการในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และไม่ใช่สถาบันการเงินต่างก็เข้ามาแข่งขันในธุรกิจนี้ จะเห็นว่าการทำธุรกิจจะเป็นความร่วมมือของผู้เป็นเจ้าเงินทุนและผู้เป็นเจ้าของฐานข้อมูลขนาดใหญ่ โดยดึง AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น”

นางสาวณญาณี เผือกขำ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดเผยว่า ภายหลังจากเปิดให้บริการ Buy Now Pay Later สำหรับลูกค้าปัจจุบันผ่านบัตรเครดิตในเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ พบว่าในปี 2565 มีลูกค้าใช้บริการแล้ว 44,000 ราย และมีลูกค้าใช้บริการ 12,000 รายต่อเดือน โดยมียอดใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 181 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 15 ล้านบาทต่อเดือน

และภายใต้บริการ “0% Pay Later” ซึ่งเริ่มผ่อนเดือนที่ 3 ผ่านร้านค้าร่วมบริการทั่วประเทศ ซึ่งหลังเปิดบริการมียอดใช้จ่ายนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565-กุมภาพันธ์ 2566 มียอดทั้งสิ้น 45 ล้านบาท และภายในไตรมาสที่ 2/2566 บริษัทจะมีการเปิดบริการ Buy Now Pay Later เพิ่มเติมสำหรับลูกค้าใหม่ที่ยังไม่ได้ใช้บริการของเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ซึ่งจะมีการพิจารณาการอนุมัติสินเชื่อผ่านการใช้ข้อมูลทางโดยลูกค้าไม่ต้องใช้เอกสาร

ขณะที่ นายเคลวิน ฟู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มลูกค้ารายย่อย ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือ LH Bank กล่าวว่า ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ ธนาคารจะเริ่มปล่อยสินเชื่อออนไลน์ (digital lending) ภายใต้ชื่อ “Happy Cash” เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ 3 หมื่นบาทต่อเดือนขึ้นไป

ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงไม่สูงมาก ประกอบกับธนาคารมีการนำข้อมูลเครดิตบูโรมาร่วมพิจารณาในการให้สินเชื่อและคิดอัตราดอกเบี้ย 20-22% ต่อปี ให้วงเงินเฉลี่ย 1-2 แสนบาทต่อราย ระยะเวลาผ่อนชำระ 3 ปี เบื้องต้นตั้งเป้าภายใน 1 ปี จะปล่อยสินเชื่อได้ราว 1,500-2,000 ล้านบาท และภายใน 5 ปีจะขยับเป็น 1.5-2 หมื่นล้านบาท

“ปีก่อนเราทดลองปล่อยแล้ว แต่ปีนี้จะปล่อยจริง ซึ่ง Happy Cash จะเป็นอีกหนึ่งโปรดักต์ที่ทำให้ธนาคารขยายพื้นที่สินเชื่อรายย่อยเพิ่มขึ้น โดยจะเน้นการตอบโจทย์ลูกค้าในเรื่องของวิธีการสมัครต้องง่ายและสะดวก”

เอสซีบีปรับพอร์ตลดความเสี่ยง

นายชาลี อัศวะธีระธรรม รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Digital Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างการปรับพอร์ตสินเชื่อดิจิทัล โดยแยกสินเชื่อดิจิทัลที่ไม่มีหลักประกันไปอยู่กับบริษัทลูกภายในเครือของธนาคาร หรือประมาณ 90% ของยอดสินเชื่อที่มีอยู่ราว 5 หมื่นล้านบาท และธนาคารไทยจะทำสินเชื่อที่มีหลักประกัน

เช่น สินเชื่อบ้านและรถยนต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 นี้ เบื้องต้นธนาคารจะให้ easy application จะทำหน้าที่คล้ายกับซูเปอร์มาร์เก็ต ลูกค้าสามารถเข้ามาขอสินเชื่อได้ โดยธนาคารจะส่งต่อบริการที่เหมาะสมกับลูกค้า

หากลูกค้าต้องการสินเชื่อไม่มีหลักประกัน จะมีการส่งต่อไปยังบริการที่ตรงจุด เช่น คาร์ด เอกซ์, เอสซีบี อบาคัส หรือมันนิกซ์ เป็นต้น ส่วนลูกค้าที่ต้องการสินเชื่อที่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อรถ สินเชื่อบ้าน ธนาคารจะเป็นผู้พิจารณาปล่อยสินเชื่อเอง

“ตอนนี้เราจะแยกพอร์ตสินเชื่อดิจิทัลออกจากกัน ส่วนสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งจัดเป็นกลุ่ม high risk high return จะส่งต่อให้บริษัทในเครือ โดยธนาคารจะทำในกลุ่มสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะต้องการให้ธนาคารเป็นเสาหลักของกลุ่มธุรกิจ ไม่มีความเสี่ยง และตอนนี้เราก็เป็นผู้นำตลาดบ้าน ตลาดรถก็เจ้าใหญ่ ส่วนนี้เราจะทำเพิ่มขึ้น โดย SCB Easy จะเป็นหน้าด่านในการรับลูกค้า และมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ซึ่งการแบ่งพอร์ตนี้เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว คาดว่าไตรมาส 2 จะชัดเจนขึ้น”