ลงทุนหุ้นจีนอย่างไร ท่ามกลางข่าวดีและความเสี่ยง

ส่องภาพรวมตลาดหุ้นจีนท่ามกลางข่าวดีและความเสี่ยงที่ยังมีอยู่  ต้องลงทุนอย่างไรดี

วันที่ 13 มีนาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ภาพรวมตลาดหุ้นจีนปีนี้ดูเหมือนว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ดี จากต้นปีที่ผลตอบแทนกองทุนดีดตัวขึ้นมา ขณะที่ปัจจุบันผลตอบแทนมีการย่อตัวลงมาอีกครั้ง ดังนั้นเราจะเห็นว่าการลงทุนยังค่อนข้างที่จะมีความผันผวนอยู่

ประชาชาติเวลท์ EP.นี้ เราจะมาพูดคุยหาคำตอบกับการลงทุนในตลาดหุ้นจีน กับ “ชยนนท์ รักกาญจนันท์” ประธานเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขาย หน่วยลงทุนฟินโนมีนา จำกัด

Q : ภาพรวมตลาดหุ้นจีนปีนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ มีข่าวดีหรือความเสี่ยงอะไรที่ต้องคอยติดตาม

ตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World bank) คาดการณ์จีนปี 2566 นี้ คาดว่าจะโตอยู่ที่ประมาณ 5-5.3% ซึ่งอาจจะต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่รัฐบาลมองไว้ที่ 5.5% แต่ว่าการที่กลับมาเกิน 5% ก็กลับมาทำให้เห็นว่านักลงทุนก็สบายใจได้อย่างหนึ่งว่าถ้าเศรษฐกิจชะลอหรือมีเหตุอันใดที่ทำให้จีดีพีมีโอกาสที่จะไม่ถึง 5% นั่นแปลว่ารัฐบาลจีนจะหยิบยื่นมือเข้าช่วยด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจ คราวนี้แล้วจีดีพีที่จะโต 5% จะโตมาจากอะไรบ้างก็ปรากฏว่าจะโตด้วยการส่งออกก็คงโตได้ในระดับที่ก่อนหน้าโควิดหรือก่อนหน้าที่จะมีเทรดวอร์กับสหรัฐก็คงลำบาก

ฉะนั้นส่งออกไม่ใช่เครื่องจักรสำคัญมากที่สุดของเศรษฐกิจจีนอีกต่อไป จะโตด้วยการบริโภคภายในจีนก็คงจะมีได้จาก Pent Up Demand จากการเปิดเมือง แต่ถามว่าการบริโภคภายในจีนจะเยอะจนถึงขั้นจีดีพีจะกลับมาโต 5% ได้ไหม ผมคิดว่าหลาย ๆ คนรวมถึงคณะทำงานข้างในพรรคคอมมิวนิสต์เองก็ยังสงสัยเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นการที่จะโต 5% ได้ต้องมาจากการลงทุนจากทางฝั่งภาครัฐ ฉะนั้นจึงเป็นที่มาที่ว่าเราจะเห็นการก่อหนี้สาธารณะแล้วอัดฉีดงบประมาณในจำนวนที่มากกว่าตอนปี 2565 จากจีนค่อนข้างแน่นอน คำถามคือแล้วจีนจะอัดฉีดงบประมาณไปได้เยอะแค่ไหนจะก่อหนี้สาธารณะในวันที่เศรษฐกิจโลกอาจจะซบเซาเพราะว่าเราเห็นแล้วว่าสหรัฐและยุโรปตอนนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดเศรษฐกิจถดถอยตั้งแต่ครึ่งปีหลังเป็นต้นไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายของจีนนะครับว่าจีนจะกระตุ้นด้วยแบบไหน

จีนก็อย่างที่เราเห็นนโยบายที่เรียกว่า C&D (Copy and Development)  ก็คือก๊อบปี้ความเทคโนโลยีของเทสล่า แล้วก็จัดตั้งโรงงานอีวีเป็นของตัวเอง และก็ทำรถอีวีมาขายแข่งกับเทสลา จนยอดขายรถอีวีข้างในจีนจากบริษัทผู้ผลิตจีนเองแซงหน้าเทสลาไปแล้ว อันนี้คือการเปลี่ยนถ่ายผู้นำและตัวธุรกิจหรือเศรษฐกิจที่เปลี่ยนถ่ายจากตัว Old Economy ไปสู่ New Economy ผมคิดว่าจีนจะใช้เงินงบประมาณในงานทุ่มทุนในเรื่องนี้

อย่างที่สองก็คือจะเกิดโอกาสจากเหล่า State Enterprise หรือบริษัทเอกชนที่มีรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้น อย่างเช่น China Mobile Bank , China Petroleum  หรือว่าเหล่าธนาคารใหญ่ ๆ พวกนี้ที่มีรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นก็แน่นอนว่ารัฐบาลอยากจะกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็จะให้วิชั่นและจะให้นโยบายผ่านพวกเหล่า State Enterprise พวกนี้ ซึ่งสังเกตได้เลยว่านับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ดัชนี CSI300 คือหุ้นใหญ่ของจีน 300 ตัว ปรากฏว่าหุ้นที่เป็น State Enterprise หรือว่ามีรัฐบาลจีนถือในสัดส่วนที่มีนัยยสำคัญ หุ้นเหล่านี้ outperform ตลาดทั้งนั้นเลย

นั้นแปลว่านักลงทุนคาดหวังว่าถ้ารัฐบาลจะกระตุ้น ถ้ารัฐบาลจะทำนโยบายช่วยเศรษฐกิจก็ต้องช่วยโดยการก่อหนี้โดยตรงหรือมาช่วยผ่านบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ธนาคารเข้าไปถือหุ้นอยู่ มันก็เลยเป็นที่มาที่ว่าก็เลยเริ่มเห็นหุ้นจีนบรรยากาศ (Sentiment) ดีตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

อันนี้เป็นจุดที่เป็นความหวัง เพราะฉะนั้นจีนไม่เพียงแค่เปิดประเทศเพื่อเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้าไปข้างในหรือส่งออกนักท่องเที่ยวออกมาอย่างเดียว แต่จีนยังเปิดในเรื่องของเศรษฐกิจ ยังเปิดให้มีรูมในการกระตุ้นมาตรการเศรษฐกิจและกรอบเป้าหมายจีดีพีในปีนี้ที่ตั้งไว้ผมคิดว่าจีนเอาจริง

Q : ในเรื่องของ market timing หรือจังหวะในการลงทุนเราแนะนำนักลงทุนอย่างไรดี เพราะว่าเหมือนจะมีการเปลี่ยนเร็วผันผวนตลอดเวลา 

สิ่งที่มันเปลี่ยนแปลงข้างในจีนที่จำเป็นที่จะต้องดูก็คือว่า จริง ๆ เป็นเรื่องของ External Factors หรือปัจจัยภายนอกจากจีน เรื่องที่หนึ่งก็คือการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าจะกลับมาขึ้นดอกเบี้ยแรง ถ้าคุยกันเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนตลาดยังเชื่ออยู่เลยว่าจะขึ้นแค่ 0.25% ปรากฏว่ากลับมาขึ้น 50 bps. อีกจึงทำให้ดอลลาร์แข็งค่า และพอดอลลาร์แข็งค่าแน่นอน หุ้นกลุ่ม Emergine Market หรือกลุ่มตลาดเกิดใหม่ก็มีแรงเทขายออกมา เรื่องที่สองผมคิดว่าเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติอาจจะยังไม่สบายใจกับจีนอีกเรื่องหนึ่งนั่นก็คือความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครน

ซึ่งตัวรัฐบาลจีนก็เสนอตัวเองเป็นตัวกลางในการจะเจรจาระหว่างชาติตะวันตกกับทางรัสเซีย แต่ชาติตะวันตกและสมาชิกทางฝั่งนาโต้ก็บอกว่าที่ผ่านมาจีนไม่เคยประณามการกระทำของรัสเซียเลยและจีนจะเป็นตัวกลางที่เป็นกลางจริง ๆ ได้อย่างไร ส่วนจีนก็บอกว่าเป็นตัวกลางได้เพราะไม่เคยประนาม เรื่องนี้มันมีความลังเล เพราะทางฝั่งชาติตะวันตกมีความรู้สึกว่าจีนเอียงไปทางรัสเซีย มันทำให้เม็ดเงินส่วนหนึ่งไม่มั่นใจในการจะเข้าไปลงทุนกับจีนตอนนี้ ถึงจีนเปิดประเทศแล้ว และฉันควรไปตั้งโรงงานที่จีน ควรจะไปค้าขายกับจีนหรือเปล่า เพราะความตรึงเครียดมันเพิ่มขึ้น ตรงนี้บรรยากาศก็เลยมีเงินทุนที่อาจจะรับความเสี่ยงจากตรงนี้ไม่ได้มีการชะลอหรือว่า Take Profit ออกมา

อย่างไรก็ตามพอพูดถึงจังหวะโอกาสตอนนี้ อย่างดัชนี MSCI China คือหุ้นจีนที่ลิสต์ทั้งในฮ่องกง ในแผ่นดินใหญ่ (mainland) หรือในสหรัฐ หรือตัว CSI300 ที่ลิสต์อยู่ใน A-Share หรือลิสต์ในจีนแผ่นดินใหญ่เองตอนนี้ก็อยู่ในระดับที่ P/E เมื่อเทียบกับหุ้นโลกถูกกว่า ถูกกว่าหุ้นโลกก็แปลว่านักลงทุนมี Margin of Safety  แน่นอนเราซื้อของถูกข้อดีคือมันก็ไม่ได้แพงกว่าคนอื่น แต่ของถูกก็ไม่ได้ดีเสมอไป แต่ดีในมุมของจีนคือกำลังจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกำลังจะเพิ่มเข้ามาอัดมาเรื่อย ๆ

ตรงนี้มันก็เลยเป็น timing ที่ว่าถึงจีนย่อลงมาถ้านโยบายของจีนไม่กลับไปล็อกดาวน์ ไม่ใช้ ZERO COVID และมีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ในมือพร้อมจะกระตุ้นเมื่อไหร่ การลงมาจึงเป็นโอกาสเพราะ Valuation ถูก แล้วระยะยาวคือการกระตุ้นเศรษฐกิจยังไงก็มา

Q : คนที่ติดดอยอยู่ปีนี้มีโอกาสออกจากดอยไหม

คิดว่าอยู่ที่ทุนของแต่ละคน ถ้าทุนของคุณอยู่ที่จุดพีกเลย คือเดือนกุมภาพันธ์ปี 2564 ผมว่ารอบนี้ก็ออกยากหน่อย เพราะติดลบแถว ๆ 40-50% แต่ถามว่าเรามีโอกาสไหม ผมคิดว่าถ้าปีนี้จีดีพีจีนโตสักประมาณ 5% บริษัทจดทะเบียนในจีนปกติแล้วส่วนใหญ่เขาก็มีเติบโตของกําไร (Earnings Growth) บวกสักประมาณ 1.5-2 เท่าของจีดีพี ก็แปลว่าเราอาจจะหวังได้ว่ากำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนน่าจะบวกแถว ๆ ประมาณ 10-15% และถ้ากำไรโต 10% ตลาดหุ้นควรโตน้อยกว่า 10% หรือเปล่า คำตอบคือก็ไม่น่าจะใช่

เพราะฉะนั้น วิธีกลยุทธ์ในการเข้าทำก็คือต้องไปศึกษาเพิ่ม คุณเชื่อว่าจีนปีนี้จะเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยเศรษฐกิจโลกจริงไหม เชื่อว่าจีนปีนี้จะมีอัพไซด์จริงไหม ถ้าเชื่ออย่างที่เราสองคนคุยกันวันนี้ ผมก็คิดว่าจำเป็นที่จะต้องเข้าถัวเฉลี่ยโดยอย่างน้อย ๆ ก็คือคุณติดอยู่เท่าไหร่ ก็ต้องมีสัก 30-40% ของเงินที่คิดว่าจะทยอยเข้าไป เพราะไม่งั้นตอนรีบาวด์ขึ้นไปมาถ้าเราไม่ซื้อมันก็แค่กลับมาที่เดิม แต่ถ้าเราได้ถัวเฉลี่ยในต้นทุนที่ต่ำลงอย่างน้อย ๆ การฟื้นขึ้นมาจะถึงกำไรหรือถึงทุนเร็วมากขึ้น

ถามต่อให้เลยว่าแล้วถ้าจีนจะซื้อจริง ๆ สมมุติยังไม่มีเลยแล้วอยากเข้าไปลงทุนอะไรดี จีนจะแบ่งเป็น 3 ตลาด หนึ่งคือตลาด A-Share คือ mainland แผ่นดินใหญ่ ข้อดีคือได้รับการกระตุ้นและอยู่ในโฟกัสของรัฐบาลตรง ๆ เลย ข้อเสียคือเรื่องมาตรฐานการบัญชี ข้อเสียอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่ามี Old Economy อยู่ในนั้น ตัวที่สองหุ้นจีนที่จดทะเบียนอยู่ในฮ่องกง ข้อดีก็คือมาตรฐานการบัญชีตาม Global Standard แต่ข้อเสียของเขาก็คือว่าจำนวนหุ้นที่อยู่ในนั้นไม่เยอะ ข้อดีอีกข้อหนึ่งก็คือหุ้นเทคโนโลยีจีนหลาย ๆ ตัวก็จะมาลิสต์อยู่ในตลาดนี้ด้วย


ต่อมาอีกตลาดหนึ่งก็คือเขาเรียกว่ากระดาน ADR ก็คือไปลิสต์อยู่ที่เมืองนอกเลย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไปลิสต์อยู่ที่นิวยอร์ก stock exchange ไปลิสต์อยู่ใน Nasdaq เช่น อาลีบาบา , เทนเซ็นต์ , ไป่ตู้ , เหม่ยถวน พวกนี้ ข้อดีของการไปเอากระดาน ADR คือเราได้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แต่ข้อเสียของหุ้นกลุ่มเทคโนยีคือความผันผวนเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่รู้จะเอาอะไร 3 ตลาดนี้ ก็แนะนำลงทุนในกองทุนที่ล้อผ่านดัชนี MSCI ก็คือลงในตลาดไหนก็ได้ขอให้อยู่ใน 3 ตลาดนี้ และเป็นหุ้นที่มีคุณภาพดี อันนี้ก็ลองดูนะครับ