“กสิกรไทย ไพรเวท แบงกิ้ง” ดีเดย์เปิดตัวบริการใหม่ ก.ค.นี้ “แก้ไขความขัดแย้งของครอบครัว” ค่าบริการตกแพ็กเกจละ 4-5 แสนบาท ดึง “นักจิตวิทยา-นักกฎหมาย” ทีมทำงาน หวังช่วยรักษา “ธุรกิจครอบครัว” เดินหน้าต่อไปได้-พยุงเศรษฐกิจประเทศไทย
นายพีระพัฒน์ เหรียญประยูร Managing Director, Wealth Planning and Noncapital Market Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในเดือน ก.ค.นี้ KBank Private Banking จะเปิดให้บริการ “แก้ไขความขัดแย้งของครอบครัว” อย่างเป็นทางการ หลังจาก KBank Private Banking เปิดให้บริการมา 6 ปี
แล้วพบว่ามีลูกค้าเข้ามาขอความช่วยเหลือและให้ความสนใจในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก โดยบริการดังกล่าวต่อยอดจากบริการจัดทำ “ธรรมนูญครอบครัว”
“มีหลายครอบครัวที่ไม่สามารถเจรจาหรือขัดแย้งก่อนจะทำธรรมนูญครอบครัว ทำให้ธุรกิจครอบครัวไม่สามารถเดินหน้าได้ จึงเป็นที่มาของการเปิดบริการ แก้ไขความขัดแย้งของครอบครัว ที่จะเข้ามาช่วยเสริม เพื่อยุติปัญหาดังกล่าว เนื่องจากลูกค้ามองธนาคารมีความเป็นกลางที่จะเข้ามาช่วย”
โดยบริการที่ว่านี้ จะดึงผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เข้ามา ทั้งนักจิตวิทยา และนักกฎหมาย เพื่อเข้ามาช่วยพูดคุยถึงปัญหาและให้ข้อมูลทางด้านกฎหมาย รวมถึงทางออกร่วมกัน เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจของคู่กรณี โดยมีธนาคารเป็นตัวช่วยบริหารจัดการภาพรวม ซึ่งการคิดค่าใช้จ่ายของบริการนี้ จะคิดเป็นแพ็กเกจ อยู่ที่ราว 4-5 แสนบาท
สำหรับปมขัดแย้งหลัก ๆ ที่เกิดขึ้นในธุรกิจครอบครัว ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ดิน เช่น ครอบครัวหนึ่งมีที่ดิน 1 แปลง พี่น้องบางคนอยากขาย แต่บางคนอยากเก็บไว้ ไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้ หรือกรณีการถือหุ้นในธุรกิจครอบครัว ที่พ่อแม่แบ่งหุ้นให้ไม่เท่ากัน เป็นต้น

โดยบริการแก้ไขความขัดแย้งของครอบครัว จะมีจุดเด่น 3 เรื่อง คือ 1.ทำให้การจัดการกงสีและธุรกิจครอบครัวเดินหน้าต่อได้ 2.ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องไปสู่กระบวนการในชั้นศาลที่ต้องใช้ระยะเวลาหลายปีและค่าใช้จ่ายสูง และ 3.สามารถรักษาความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว หรือพันธมิตรทางธุรกิจเอาไว้ได้
“ในช่วงที่เราเริ่มมีการให้บริการอย่างไม่เป็นทางการพบว่า ใน 10 ครอบครัว จะมี 4 บ้านที่พูดคุยรู้เรื่องและเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้ และอาจมีอีก 4 บ้านที่แยกกัน แต่สามารถจบกันได้ด้วยดี ส่วนที่เหลือจะเป็นกลุ่มที่ไม่จบและมีการฟ้องร้องต่อศาล แต่ในท้ายที่สุดทั้ง 3 กรณี เชื่อว่าทุกฝ่ายได้ประโยชน์หมด เขาสามารถเก็บธุรกิจกงสีได้ ความสัมพันธ์พี่น้องยังดี และทำให้ภาพรวมของประเทศก็ดีด้วย
โดยเคสที่เราสามารถช่วยยุติปัญหาความขัดแย้งได้ และเป็นเคสที่มีความภูมิใจ เป็นกรณีเกี่ยวกับเรื่องที่ดินแปลงสำคัญมาก ๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งทะเลาะกันมา 8 ปี และเราใช้เวลา 3 ปี ในการเจรจาและแก้ปัญหา ให้ครอบครัวกลับมาพูดคุย และธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้”
นายพีระพัฒน์กล่าวว่า ธุรกิจครอบครัว หรือที่เรียกว่า “ธุรกิจกงสี” ถือเป็นรากฐานสำคัญของประเทศไทย เพราะสัดส่วนประมาณ 80% ของ GDP ไทย มาจากธุรกิจครอบครัว อย่างเช่น ธนาคารกสิกรไทยเอง ก็เกิดจากธุรกิจครอบครัวเช่นเดียวกัน ดังนั้น หากรักษาธุรกิจไว้ได้ ก็จะดีต่อประเทศ
ทั้งนี้ ปัจจุบัน มีฐานลูกค้าอยู่ที่ราว 12,000 ราย หรือประมาณ 10,000 ครอบครัว มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ประมาณ 9 แสนล้านบาท โดยปัจจุบันมีบริการด้วยกัน 6 บริการ ได้แก่ 1.วางกติกาครอบครัว หรือทำธรรมนูญครอบครัว 2.จัดการความเสี่ยง ทั้งเรื่องกฎหมาย ภาษี สัญชาติ และการหย่าร้าง 3.การวางโครงสร้างถือครองทรัพย์สิน ทั้งในรูปทรัพย์สินกงสี หรือพอร์ตการลงทุน
4.การส่งต่อทรัพย์สิน เพื่อไม่ให้พี่น้องทะเลาะกัน 5.การทำสาธารณกุศล การตั้งมูลนิธิหรือบริจาค โดยแนะนำการลงทุนและวางกรอบงบประมาณ สำหรับทำสาธารณกุศล และ 6.การทำสำนักงานครอบครัว ช่วยบริหารจัดการในเรื่องที่ไม่ใช่สินทรัพย์ เช่น การเก็บเอกสาร หรือรายรับรายจ่าย