KBank Private Banking ประเมินภาพการลงทุนปรับดีขึ้นตามสัญญาณเศรษฐกิจ-ปัจจัยพื้นฐาน มั่นใจสร้างผลตอบแทนดีขึ้นในกรอบ 7-10% หลังปีก่อนตลาดผันผวนติดลบ ด้าน “Lombard Odier” มองกรณี “STARK” ไม่กระทบความมั่นใจนักลงทุนต่างประเทศ เหตุลงทุนหุ้นไทยน้อย แนะ 5 กลยุทธ์การลงทุนครึ่งปีหลัง
วันที่ 21 มิถุนายน 2566 นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปี 2566 โดย Lombard Odier ได้ให้มุมมองว่าเศรษฐกิจโลกจะยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในระยะสั้นจากการเติบโตของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลง อย่างไรก็ดี มองว่ายังมีความคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ดีในระยะยาว
ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งจากภาคการท่องเที่ยว และดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวก แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงในช่วงเลือกตั้ง เพราะมีตัวแปรจากงบประมาณที่ล่าช้า แต่หากสามารถจัดทำงบประมาณที่เร็วขึ้น น่าจะทำให้ภาพรวมการลงทุนในประเทศน่าจะดีขึ้น
ดังนั้น Private Banking คาดว่าผลตอบแทนในการลงทุนในปีนี้จะปรับดีขึ้นสอดคล้องกับภาพรวมตลาด ซึ่งโดยปกติจะตั้งเป้าสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 4-7% ต่อปี แต่จากภาวะตลาดที่ผันผวนส่งผลให้ปีก่อนผลตอบแทนติดลบ แต่เป็นการติดลบน้อยกว่าตลาด 3 เท่า อย่างไรก็ดี คาดว่าผลตอบแทนปีนี้จะกลับมาดีกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ในกรอบ 7-10%
“วันนี้เรามองว่าจุดแย่ได้ผ่านไปแล้ว จึงแนะนำลูกค้าว่าปีนี้เราจะต้องกลับมาสร้างพอร์ตการลงทุนใหม่ หลังจากล้างพอร์ตไปก่แนหน้า แต่พอร์ตที่สร้างใหม่จะต้องมีความยืดหยุ่น โดยการลงทุนอาจจะต้องดูภาพใหญ่ ไม่ควรมองแค่ภาพเล็กจุดเสียจุดใดจุดหนึ่ง เช่น ปัญหาแบงก์ล้ม หนี้สาธารณะ เท่านั้น เพราะวันนี้หุ้นโลกขึ้นมา 14% แล้ว เพื่อให้เราพร้อมกลับมาลงทุนรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และหากภาพเป็นไปตามนี้คาดว่าผลตอบแทนเฉลี่ยน่าจะดีขึ้นอยู่ในกรอบ 7-10% เพราะต้นปีที่ผ่านมาเราทำได้แล้ว 2-3% ซึ่งครึ่งปีหลังไม่น่าจะมีปัญหา”

นายโฮมิน ลี Senior Macro strategist Lombard Odier กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย มองว่า ในปีที่มีการเลือกตั้ง จะเป็นปีที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยตัวแปรสำคัญ คือ งบประมาณว่ามีความล่าช้ามากน้อยแค่ไหน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อไทยถือเป็นข้อดี เพราะอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งโอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมีน้อย ดังนั้น ตลาดหุ้นไทยจะกลับมามีบทบาทอีกครั้งในสายตานักลงทุนต่างชาติ มองหุ้นกลุ่มบริการและกลุ่มอุปโภคบริโภคน่าสนใจ
สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นกับ บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK มองว่า ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติให้สัดส่วนการลงทุนในไทยค่อนข้างน้อย และหากมีการลงทุนจะเห็นว่ามีการลงทุนเพียง 1-2 ตัวในตลาด SET50 ซึ่งคงไปไม่ถึงบริษัท STARK ซึ่งเคยอยู่ใน SET100 จึงมองว่าไม่มีผลกระทบ
“นักลงทุนต่างชาติไม่ได้ให้น้ำหนักในหุ้นดังกล่าว ที่ผ่านมาไม่มีนักลงทุนต่างชาติลงทุนหุ้นนี้ แต่จะเลือกลงทุนหุ้นไทยเพียง 1-2 ตัวที่มีศักยภาพดีเท่านั้น อย่างหุ้นกลุ่มธนาคาร เป็นต้น”

นายยานไค ฉ่าว Head of investment solution – Asia, Lombard Odier กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 จะมีด้วยกัน 5 กลยุทธ์ด้วยกัน คือ 1.รักษาสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่โหมดชะลอตัว ทำให้คาดการณ์ว่าบอนด์ยีลด์กำลังผ่านจุดสูงสุดแล้ว
2.เน้นลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง หรือ Investment Grade ที่ความเสี่ยงต่ำกว่า เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และการผิดนัดชำระหนี้ที่สูงขึ้น
3.มุ่งเน้นลงทุนในหุ้นประเทศพัฒนาแล้วนอกเหนือจากตลาดสหรัฐ เนื่องจากมูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นสหรัฐอยู่ในเกณฑ์แพง และคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการที่ FED หยุดขึ้นดอกเบี้ย
4. กระจายลงทุนในหุ้นหลายประเทศทั่วโลก ลดการกระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่ง
5.กระจายลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่น โดยเฉพาะสินทรัพย์นอกตลาด (Private Assets) ซึ่งรวมถึงหุ้นนอกตลาด ตราสารหนี้นอกตลาด และอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด โดยในช่วงวัฏจักรเศรษฐกิจเช่นนี้ถือเป็นโอกาสที่จะเข้าลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ในราคาที่น่าดึงดูด
“ตลาดหุ้นสหรัฐมีความผันผวนหลังจากมีการปรับตัวแรงในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี 7 ตัว จึงมองหุ้นกลุ่มนอกตลาดสหรัฐฯ มีความสนใจมากกว่า อย่างตลาดฝั่งเอเซีย เช่น จีน ที่น่าจะกลับมาดีขึ้นหลังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม และช่วงตลาดที่ดอกเบี้ยพีก ตราสารหนี้ที่ทีคุณภาพน่าสนใจลงทุน รวมถึงหุ้นกู้เอกชนที่มีเรตติ้งที่ดี ส่วนทองคำหลังจากที่ลดน้ำหนักเหลือ 0% กลับมาเพิ่มน้ำหนักลงทุน 1.5% แต่ต้องรอจังหวะลงทุน”