ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ตลาดจับตาประธานเฟดแถลงนโยบายการเงิน ต่อคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ขณะที่นักลงทุนกังวลต่อความล่าช้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงาน สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 21 มิถุนายน 2566 ว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/6) ที่ระดับ 34.87/88 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (20/6) ที่ระดับ 34.73/74 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านพุ่งขึ้นสู่ระดับ 1.63 ล้านยูนิตในเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 13 เดือน และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.39 ล้านยูนิต จากระดับ 1.24 ล้านยูนิต ในเดือน เม.ย. ซึ่งบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของตลาดอสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้นักลงทุนจับตานายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ และจะแถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันพรุ่งนี้ (21/6) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด
อีกทั้งค่าเงินบาทยังอ่อนค่า ตามการอ่อนค่าของสกุลเงินหยวน จากการที่ธนาคารกลางจีนปรับลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี (LPR) ลงเพียงเล็กน้อยเมื่อวานนี้ แม้เศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัวลงอย่างมาก
ขณะเดียวกันนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน ซึ่งจะจัดการประชุมคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมืองแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่
ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.82-88 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.86/87 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/6) ที่ระดับ 1.0911/12 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (20/6) ที่ระดับ 1.0927/1.0928 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกลางยุโรป (BCB) แสดงความเห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนกันยายน ถึงแม้ว่าสมาชิกจำนวนหนึ่งได้แสดงความเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงสูงและจำเป็นต้องเข้มงวดทางการเงินมากขึ้นต่อไป สอดคล้องกับสถานการณ์ในภูมิภาค
โดยดัชนีราคาผู้บริโภคอังกฤษ (CPI) เดือน พ.ค. อยู่ที่ระดับ 8.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี สูงเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 8.4% และเป็นการลดความหวังว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลง โดยการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวมีขึ้นหนึ่งวันก่อนที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) จะแถลงมติอัตราดอกเบี้ย ซึ่งคาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 13
ทั้งนี้ ข้อมูลเงินเฟ้อเดือน พ.ค.ของอังกฤษแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้กับเงินเฟ้อของบรรดาธนาคารกลางขนาดใหญ่ยังไม่สิ้นสุด โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0906-1.0933 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0918/19 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/6) ที่ระดับ 141.69/70 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (20/6) ที่ 141.60/61 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยรายงานการประชุมของเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ขณะที่ญี่ปุ่นขยับเข้าใกล้เป้าหมายเงินเฟ้อของ BOJ ที่ 2% สมาชิกคณะกรรมการทั้ง 9 รายเห็นว่า จำเป็นต้องดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินแบบพิเศษ (Ultra-loose policy) ต่อไป เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มค่าแรงนั้นมีความไม่แน่นอน
อย่างไรก็ตาม กรรมการรายหนึ่งกล่าวว่า BOJ ต้องไม่รอที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนานจนเกินไป เนื่องจากเริ่มมีสัญญาณแล้วว่าค่าแรงและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มเร็วขึ้น ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 142.19-142.29 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 142.01/02 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (22/6), การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารอังกฤษ (BOE) (22/6), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือน พ.ค.ของประเทศญี่ปุ่น (23/6) และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคการบริการขั้นต้นเดือน มิ.ย.ของประเทศอังกฤษ, เยอรมนี, สหภาพยุโรป และสหรัฐ (23/6)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -10.0/-10.6 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -12.0/-11.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ