ttb ปักธงปี’71 ลดพอร์ตเหมือง-โรงไฟฟ้าถ่านหิน เหลือ 0% สู่ความยั่งยืน

คุณปิติ ตัณฑเกษม

ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต หรือทีทีบี ปักธงปี’71 ลดพอร์ตสินเชื่อ “เหมืองถ่านหิน-โรงไฟฟ้าถ่านหิน” เหลือ 0% พร้อมปรับพอร์ตสินเชื่อภายใน 5 ปี สู่ความยั่งยืนเป็น 10% ของสินเชื่อทั้งหมด หรือ 5-6 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 2%

วันที่ 30 มิถุนายน 2566 นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต หรือทีทีบี เปิดเผยว่า ธนาคารตั้งเป้าภายใน 5 ปีข้างหน้าจะเพิ่มสัดส่วนของสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน (ตราสารหนี้สีเขียวและน้ำเงิน) เป็น 10% ของสินเชื่อรวม หรือคิดเป็นยอดสินเชื่อราว 5-6 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 2% หรือประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท และยังคงตั้งเป้าความเป็นผู้นำของการปล่อยสินเชื่อรถไฟฟ้า (EV) จากปีก่อนก็อยู่อันดับหนึ่ง

นอกจากนี้ ธนาคารมีการปักธงสินเชื่อที่จะไม่ปล่อยเลยหรือไม่ปล่อยเพิ่ม ซึ่งเป็นนโยบายมาตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เช่น สินเชื่อโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งปัจจุบันลดสัดส่วนลงได้แล้ว 38% เมื่อเทียบกับปี 2563 และสินเชื่อเหมืองถ่านหินลดลง 31% เมื่อเทียบกับปี 2564 ซึ่งเป้าเป็น 0% ภายในปี 2571

คุณปิติ ตัณฑเกษม

“ก่อนจะมีการประกาศ Net Zero เรามีนโยบายที่ทาง ING ได้ให้แนวคิดว่าจะมีกติกานี้ ทำให้เรามีการปักธงประเภทสินเชื่อที่เราจะไม่ปล่อย หรือไม่ปล่อยเพิ่มจนเหลือสัดส่วนเป็น 0% เช่น ถ่านหิน ที่เรามองว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เราจะไม่มีการปล่อยใหม่ โดยเราเชื่อว่าทุกธนาคารจะให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมาก”

ตลอดเวลา 3-4 ปีที่ทีทีบีมุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรเพื่อสร้างชีวิตทางการเงินที่ดี (Financial Well-being) ให้กับคนไทย โดยได้นำแนวทางการธนาคารเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Banking) เป็นรากฐานในการวางกลยุทธ์ทั่วทั้งองค์กร และให้ความสำคัญในการลงมือทำเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความยั่งยืนไปในทุกกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ของธนาคาร โดยวันนี้ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป และเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวทุกคนมากขึ้นเรื่อย ๆ

“ทีทีบีถือว่าเรื่องการสร้างความยั่งยืน หรือ Sustainability เป็นอีกหนึ่งหน้าที่ของธนาคาร ที่จะต้องให้การสนับสนุนลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคมให้สามารถดำเนินชีวิตหรือธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ควบคู่ไปกับการดูแลบรรษัทภิบาลที่ดี ซึ่งทุกคนคงคุ้นเคยกับคำว่า ESG อยู่แล้ว แต่สำหรับทีทีบีได้เพิ่ม B หรือ Business Sustainability ไปด้วย เพราะเชื่อว่าเรื่องของการดำเนินธุรกิจและความยั่งยืนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ทุกกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจของธนาคารจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของการสร้างการเติบโตและความยั่งยืนให้กับทุก Stakeholders ของเรา เห็นได้จากสิ่งที่เราทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน”

ตลอดเส้นทางการดำเนินธุรกิจของทีทีบี ได้สร้างชีวิตทางการเงินที่ดีและแก้ปัญหาให้กับผู้คนอย่างแท้จริง โดยมี Financial Well-being Solutions ช่วยให้ลูกค้าบุคคลสามารถเดินหน้าต่อไปได้แม้ยามมีวิกฤต อาทิ มีบัญชี all free ที่มอบฟรีประกันอุบัติเหตุและชีวิตให้ลูกค้า ส่งเสริมให้ลูกค้าที่เป็นหนี้ลดภาระดอกเบี้ยสูงผ่านการรวบหนี้ (Debt Consolidation) และได้ทยอยเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ๆ บนแอป ttb touch ที่จะช่วยสนับสนุนให้กลุ่มพนักงานเงินเดือนและคนมีรถจัดการเรื่องสำคัญของชีวิตได้อย่างครบวงจร

ในมุมของลูกค้าธุรกิจ ทีทีบีเพิ่งเปิดตัวแพลตฟอร์มออนไลน์ “รถโดนใจ” ที่รวบรวมรถมือสองคุณภาพดีมาไว้ให้ลูกค้าเลือก สามารถจัดไฟแนนซ์รถยนต์กับ ttb DRIVE ครบจบในที่เดียว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งภายใต้ Ecosystem สำหรับคนมีรถ ช่วยสนับสนุนให้ลูกค้ากลุ่มเต็นท์รถมือสองสามารถก้าวทันกระแสดิจิทัล และปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจไปสู่ช่องทางออนไลน์อันเป็นช่องทางหลักที่ผู้บริโภคในปัจจุบันใช้งาน เพื่อทำให้ธุรกิจของเต็นท์รถมือสองเติบโตได้อย่างยั่งยืน ปัจจุบันมีดีลเลอร์มาร่วมเป็นพันธมิตรกับรถโดนใจแล้วราว 900 ราย

นอกจากนี้ สิ่งที่ธนาคารทำมาตลอดกว่า 10 ปี คือ การให้องค์ความรู้ที่สำคัญกับลูกค้าธุรกิจผ่านการจัดอบรมหลักสูตร LEAN for Sustainable Growth by ttb ซึ่งทีทีบีก็ได้เริ่มนำหัวข้อ ESG เข้าเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร โดยที่ผ่านมามีบริษัทเข้าร่วมกว่า 1,700 แห่ง และธนาคารยังจัดทำศูนย์กลางความรู้เชิงลึกที่มีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจ ภายใต้ชื่อ finbiz by ttb บน Website มีผู้เข้าชมกว่า 1 แสนคนต่อปี ทั้งมีการจัดงานสัมมนาให้ความรู้ในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ ซึ่งมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเข้าร่วมงานกว่า 700 บริษัท

นายปิติกล่าวเพิ่มเติมว่า “ในบทบาทการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) สิ่งที่ธนาคารสามารถทำได้และเป็นการสร้างแรงกระเพื่อมได้อย่างเห็นผล คือ การสนับสนุนธุรกิจต่าง ๆ ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมผ่านโซลูชั่นทางการเงินที่ยั่งยืนและปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ

โดยเป็นธนาคารแห่งแรกที่ออกหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนทางทะเล มูลค่ารวมมากกว่า 7,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินทุนไปสนับสนุนลูกค้าธุรกิจผ่านสินเชื่อสีเขียวและสีฟ้า และปล่อยสินเชื่อสีเขียวไปแล้วมากกว่า 13,000 ล้านบาท ในปี 2565 และตั้งเป้าจะปล่อยเพิ่มอีกมากกว่า 9,000 ล้านบาทภายในปี 2566 โดยปัจจุบันธนาคารเป็นผู้นำตลาดด้านการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ EV ราว 6,500 ล้านบาท

“ความยั่งยืนด้านสังคม” หรือ Social Sustainability เป็นอีกเรื่องที่ทีทีบีให้ความสำคัญ โดยมีโครงการปันบุญเป็นพื้นที่ช่วยมูลนิธิและองค์กรสาธารณกุศลให้สามารถเข้าถึงฐานผู้บริจาคได้มากขึ้น ผ่านการรับบริจาคเงินบนโลกออนไลน์ สอดคล้องกับ Digital Lifestyle ของคนรุ่นใหม่

และยังช่วยให้มูลนิธิบริหารจัดการทางการเงินได้อย่างครบวงจร ทั้งด้านการรับบริจาคและงานเอกสารต่าง ๆ ของมูลนิธิได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของทีทีบี เพราะเป็นผลงานที่ถูกขับเคลื่อนภายใต้แกน Business และ Social ไปพร้อม ๆ กัน และปัจจุบันมีมูลนิธิที่ร่วมอยู่บนปันบุญมากกว่า 270 แห่ง ระดมเงินบริจาคไปแล้วมากกว่า 400 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีเรื่อง Corporate Social Responsibility (CSR) ที่ทีทีบีทำมาอย่างต่อเนื่องและจริงจังมาก โดยมุ่งเน้นการสอนจับปลาแทนการให้ปลา เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนด้านสังคมให้กับเยาวชนและชุมชนต่าง ๆ ซึ่งมีไฟ-ฟ้าเป็นโครงการหลักในการจุดประกายเยาวชนและชุมชนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

โดยมีศูนย์เรียนรู้ไฟ-ฟ้า 5 แห่งในกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อจุดประกายเยาวชนให้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่ผ่านมามีเด็กเข้าร่วมโครงการมากกว่า 10,000 ราย และยังมีโครงการที่มีพนักงานทีทีบีทั่วประเทศเป็นอาสาสมัครเข้าไปช่วยจุดประกายชุมชนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น มากกว่า 200 โครงการ ด้วยการนำทักษะและความรู้ของพนักงานลงไปช่วยเหลือชุมชนรอบข้าง

ทีทีบีได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในด้าน Corporate Governance & Business Ethics หรือบรรษัทภิบาลและจริยธรรมทางธุรกิจ เห็นได้จากการมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและทีมงานที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่ช่วยชี้แนะและผลักดันให้มีนโยบายที่ถูกต้องและเป็นธรรมต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ทำให้ธนาคารได้รับรางวัล “การเงินที่เป็นธรรม” จาก Fair Finance Thailand คว้าอันดับหนึ่งด้วยคะแนนสูงสุดในกลุ่มธนาคารไทยด้าน ESG ถึง 4 ปีซ้อน


และล่าสุดธนาคารได้รับการจัดอันดับที่ดีที่สุดด้าน ESG ในกลุ่มสถาบันการเงินในประเทศไทย และเป็นอันดับสองในระดับเอเชียสำหรับกลุ่ม (Mid/Small Cap) และกลุ่มประเทศเอเชีย (ไม่รวมจีนและญี่ปุ่น) จาก Institutional Investor’s 2023 Asia (ex-Japan) Executive Team จากการโหวตของนักวิเคราะห์ สะท้อนถึงความทุ่มเทและความจริงจังที่ธนาคารมุ่งเน้นเรื่อง ESG มาอย่างสม่ำเสมอ