หมอพงษ์ศักดิ์ เซียนหุ้นชื่อดัง โพสต์เดือด ปมถือ TPL ต้นทุน 3.70 บาท

พงศ์ศักดิ์-ธรรมธัชอารี

นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี เซียนหุ้นชื่อดัง โพสต์เดือด ปมถือหุ้น TPL ต้นทุน 3.70 บาท หลังราคาหุ้นเปิดเทรดวันแรกวิ่งสนั่นช่วงแรก แต่ปิดตลาดดิ่งต่ำจอง ทำนักลงทุนเสียหายหนัก ลั่นไม่เกี่ยวข้อง เผยเข้าลงทุนจากการชักชวนของผู้ถือหุ้นใหญ่ ชี้ตลาดหลักทรัพย์ทำถูกออกโรงเตือน แนะนักลงทุนการหาข้อเท็จจริงเป็นเรื่องควรทำ อย่าซื้อหุ้นตามขาใหญ่

วันที่ 1 กรกฎาคม 2566 นายแพทย์พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี เซียนหุ้นชื่อดังสายเน้นคุณค่า (Value Investor) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ในโลกการลงทุน ความเห็นมีมากกว่าความจริง หลายคนแสดงความเห็น โดยไม่แสวงหาข้อเท็จจริง สองวันนี้มีกระแสข่าวเรื่องหุ้น บมจ.ไทยพาร์เซิล (TPL) ที่ทำให้นักลงทุนเสียหายมากมาย ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นผู้ถือหุ้นใน TPL สัดส่วน 1.91% ทำให้เข้าใจสิ่งที่เป็นความจริงที่เกิดขึ้น

ผมอยากจะแสดงถึงความจริงที่ผมได้รู้ด้วยตนเอง เพื่อแสดงถึงความเป็นมาเป็นไปของการลงทุนหุ้น TPL ในมุมของผม เหตุเกิดประมาณ 3 ปีที่แล้ว วันนั้นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TPL ต้องการหาเงินลงทุนจากนักลงทุน เพื่อลงทุนในระบบ logistic และ warehouse ผมพิจารณาผลประกอบการ และมูลค่ามาร์เก็ตแคป เทียบเป็น PE ได้ประมาณ 7-8 เท่า

ผมคิดว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ ทำให้ผมมีส่วนในการซื้อหุ้นเพิ่มทุน 10 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 3.70 บาท ระหว่างนั้นบริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการ และเตรียมจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นไทย มีเหตุการณ์ 2 เรื่องที่เกิดขึ้นคือ

เกิดสถานการณ์โควิด และผู้ถือหุ้นใหญ่ได้ขายหุ้นให้บริษัทหนึ่งในตลาด ต่อมาบริษัทได้รับอนุญาตให้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผมในฐานะผู้ถือหุ้นที่ถือมา 3 ปี ก็มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง วันที่เข้าตลาด ราคาหุ้นขึ้นอย่างมากในช่วงแรก และมีข่าวเตือนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่ามีการซื้อกระจุกตัว ทำให้นักลงทุนที่มีหุ้น มีการเทขายหุ้นออกมาจำนวนมาก ทำให้ราคาลดลงอย่างรุนแรง

ในวันนั้น โดยส่วนตัว ผมไม่ได้มีการซื้อหรือขายหุ้นออกมาเลย ทั้งหมดคือความจริงในส่วนที่ผมเกี่ยวพันเรื่องทั้งหมด นักลงทุนและตัวผมเรียนรู้อะไรบ้าง

1.การหาข้อเท็จจริง เป็นเรื่องที่ควรทำสำหรับนักลงทุน

2.ความเห็น มีทั้งจริงและไม่จริงเสมอ

3.ผมเห็นด้วยกับมาตราการของตลาดหลักทรัพย์ที่เตือนนักลงทุน

4.ผมเห็นด้วยถ้าตลาดหลักทรัพย์จะดำเนินการค้นหาความจริงต่อในเรื่องนี้

5.อย่าซื้อเพราะนักลงทุนบางคน มีชื่ออยู่ นักลงทุนควรประเมินมูลค่ากิจการด้วยตนเอง

6.การที่นักลงทุนมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น ในอดีต อนาคตเมื่อกิจการเปลี่ยนแปลง ความคิดของนักลงทุนก็อาจเปลี่ยนแปลงได้

ทั้งหมดเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น และบางส่วนเป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวของผมต่อเหตุการณ์ ผมคิดว่าบางส่วนน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนบ้างครับ