เงินบาททำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 7 เดือนที่ระดับ 35.74 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางสัญญาณคุมเข้มทางการเงินจากเฟด และความไม่แน่นอนของปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศ แต่เงินบาทฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนช่วงปลายสัปดาห์ ตามการปรับโพซิชั่นของตลาดก่อนปิดสิ้นไตรมาส SET Index แตะจุดต่ำสุดในรอบ 29 เดือนก่อนจะกลับมาปิดเหนือ 1,500 จุดช่วงปลายสัปดาห์
วันที่ 2 กรกฎาคม 2566 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 7 เดือนที่ 35.74 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนช่วงปลายสัปดาห์
เงินบาทปรับตัวในกรอบแคบ ๆ ก่อนทยอยอ่อนค่าลงตามทิศทางเงินหยวนซึ่งถูกกดดันจากความกังวลต่อแนวโน้มที่เปราะบางของเศรษฐกิจจีน ขณะที่เงินดอลลาร์ มีแรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ (อาทิ จีดีพีไตรมาส 1/66 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์) ที่ดีกว่าที่คาด และถ้อยแถลงของประธานเฟดที่ย้ำถึงโอกาสของการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC ในเดือน ก.ค.
เงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบอ่อนค่าจนถึงในช่วงปลายสัปดาห์ท่ามกลางความกังวลต่อประเด็นทางการเมืองของไทย ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนในช่วงท้ายสัปดาห์ตามแรงขายเงินดอลลาร์ เพื่อปรับโพซิชั่นในช่วงปิดสิ้นเดือน และสิ้นไตรมาส
จับตาปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า
ในวันศุกร์ที่ 30 มิ.ย. 2566 เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 35.44 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับ 35.22 บาทต่อดอลลาร์ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (23 มิ.ย.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 26-30 มิ.ย. 2566 นั้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 1,214 ล้านบาท แต่มีสถานะเป็น Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 2,694 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 1,424 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 1,270 ล้านบาท)
สัปดาห์ถัดไป (3-7 ก.ค.) ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 35.00-35.70 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ (CPI) เดือน มิ.ย. ของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติ สถานการณ์การเมืองในประเทศ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด
ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน การจ้างงานภาคเอกชนของ ADP ดัชนี PMI/ISM ภาคการผลิตและบริการเดือน มิ.ย. ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือน พ.ค. รายงานการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 13-14 มิ.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางออสเตรเลีย และดัชนี PMI เดือน มิ.ย. ของจีน ยูโรโซน และอังกฤษด้วยเช่นกัน
SET Index แตะจุดต่ำสุดรอบ 29 เดือน
ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีหุ้นไทยแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี 5 เดือนที่ 1,461.61 จุด ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาปิดเหนือ 1,500 จุดช่วงท้ายสัปดาห์ ทั้งนี้หุ้นไทยร่วงลงแรงช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองในประเทศ
ประกอบกับตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาบริษัทผู้ผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิ้ลซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มอื่น ๆ ขณะที่หุ้นกลุ่มแบงก์เผชิญแรงกดดันจากความกังวลประเด็นเรื่องหนี้เสีย
อย่างไรก็ดีหุ้นไทยทยอยฟื้นตัวกลับมาบางส่วนในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ หลังนักลงทุนคลายความกังวลต่อประเด็นการเมือง (แม้จะยังต้องติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป) รวมถึงมีปัจจัยหนุนจากการทำ Window Dressing ช่วงสิ้นไตรมาส
ในวันศุกร์ที่ 30 มิ.ย. ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,503.10 จุด ลดลง 0.16% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 46,695.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.37% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.74% มาปิดที่ระดับ 459.78 จุด
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (3-7 ก.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,480 และ 1,460 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,520 และ 1,545 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อเดือน มิ.ย. ของไทย ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ทิศทางเงินทุนต่างชาติ สถานการณ์การเมืองในประเทศ และการประชุมของกลุ่มโอเปก (5-6 ก.ค.)
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการ ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานเดือน มิ.ย. ตลอดจนบันทึกการประชุมเฟด ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือน มิ.ย. ของญี่ปุ่น จีนและยูโรโซน