หุ้นกู้ทั่วโลกเสี่ยงผิดนัดพุ่ง KBANK แนะจัดพอร์ตสมดุล

หุ้นกู้

กสิกรไทย ไพรเวท แบงกิ้ง เผยแนวโน้มหุ้นกู้ทั่วโลกมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น เหตุเศรษฐกิจชะลอตัว-ปัญหาเครดิตแบงก์เข้มปล่อยกู้-ตลาดลงทุนตึงตัว ชี้กลุ่ม high yield bond โอกาสผิดนัดสูง แนะจัดพอร์ต “สมดุล” รับมือเศรษฐกิจ “mild recession” ลดถือครองเงินสด-เพิ่มสัดส่วนลงทุนบอนด์ ส่วนหุ้นมองช่วงนี้เป็นโอกาสกลับมาลงทุนหุ้นไทย

นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairmen, Private Banking ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ทั่วโลกมีทิศทางเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยจากข้อมูลของ ลอมบาร์ดโอเดียร์ ระบุว่าในช่วง 2 ปีข้างหน้า สัดส่วนการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1-2% โดยการผิดนัด จะกระจุกตัวอยู่ในหุ้นกู้กลุ่มระดับต่ำกว่าลงทุน

ทั้งนี้ สาเหตุการผิดนัด ส่วนหนึ่งมาจากการคาดการณ์เศรษฐกิจจะมีทิศทางชะลอตัว และปัญหาทางด้านเครดิต โดยสถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ หลังจากมีปัญหาธนาคารล้มในยุโรป รวมถึงในภาวะตลาดการเงินตึงตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันแนวโน้มเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนภาพไป จากเดิมมองกันว่าจะเข้าสู่ภาวะถดถอยแบบลึก ๆ แต่ปัจจุบันภาพเศรษฐกิจอยู่ระหว่าง “soft landing” และ “mild recession” เป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยังไม่รุนแรง หรือเป็นการชะลอตัวแบบนุ่มนวล ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐปีนี้จะขยายตัวต่ำกว่า 1% และประเทศอื่นน่าจะขยายตัวได้สูงกว่า เช่น จีนคาดว่าจะขยายตัวได้ 5%

อย่างไรก็ดี นักลงทุนจะมองอัตราการผิดนัดชำระหนี้ในระยะ 10 ปีข้างหน้า เพื่อบริหารจัดการพอร์ตลงทุน เช่น กลุ่มเรตติ้ง BBB โอกาสจะผิดนัดชำระหนี้อยู่ที่ 3%, เรตติ้ง AAA อยู่ที่ 0.10%, กลุ่ม high yield bond หรือ BB โอกาสผิดนัดชำระหนี้อยู่ที่ 10-15% และเรตติ้ง CC จะอยู่ที่ 50%

จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์
จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์

“คีย์เวิร์ดวันนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ระหว่าง ‘soft landing’ และ ‘mild recession’ จากหดตัวแบบลึก ๆ มาเป็นชะลอตัวเบา ๆ แต่จากปัญหาสภาพคล่องของภาคธนาคาร จึงเป็นผลกระทบเพิ่มเติมจากภาวะดอกเบี้ย ทำให้โอกาส default rate ในหุ้นกู้เพิ่มขึ้น โดยในกลุ่ม high yield bond ต้องระมัดระวัง”

นายจิรวัฒน์กล่าวอีกว่า ในช่วงที่เหลือของปี 2566 ภายใต้เศรษฐกิจแบบ “slow growth” ต้องเน้นจัดพอร์ตแบบสมดุล (balance) โดยการลดการถือครองเงินสด (cash) จากเดิมอยู่ที่ 5-6% เหลือ 4% สะท้อนภาพการลงทุนเป็นเชิงบวกมากขึ้น

ส่วนตราสารหนี้จาก 34% เพิ่มเป็น 38% แม้ว่าสัดส่วนจะเพิ่มไม่มาก แค่ 4% แต่เป็นการปรับไส้ในการลงทุน ลดพอร์ตลงทุนในหุ้นแปลงสภาพ และ high yield bond แล้วปรับเพิ่มการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ซึ่งได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ การลงทุนในตลาดทางเลือกสัดส่วนลงทุน 12.5% โดยให้น้ำหนักการลงทุนในทองคำมากขึ้น จากปีก่อนสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 0% แต่ปีนี้แนะนำลงทุน 1.5% เนื่องจากระยะข้างหน้า ดอกเบี้ยสหรัฐถึงจุดสูงสุด (พีก) และเศรษฐกิจยังอ่อนแอ ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า ตลาดทองคำจะกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง และหากดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในทองคำอีก 1.5%

สำหรับการลงทุนในหุ้นจะอยู่ที่ 45.7% โดยแนะนำกลับมาให้น้ำหนักการลงทุนใน “หุ้นไทย” อีกครั้งในรอบกว่า 10 ปีเป็น 2% ของพอร์ต เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยติดลบสวนทางที่อื่นที่เป็นบวก จึงเป็นโอกาสในการลงทุนและหาผลตอบแทนที่ดีขึ้น โดยเฉพาะหุ้นขนาดกลาง และขนาดเล็ก ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล และเป็นกลุ่มที่ยังมีผลประกอบการที่ดี