เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ จับตารายงานการประชุมเฟด

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ
AFP/ Mandel NGAN

เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ จับตารายงานการประชุมเฟด หลังเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณ มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งละ 0.25% อีก 2 ครั้งภายในปีนี้ 

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานสภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 5 กรกฎาคม 2566 ว่าค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (5/7) ที่ระดับ 34.87/88 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (4/7) ที่ระดับ 34.88/89 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

เนื่องจากเมื่อคืนตลาดการเงินนิวยอร์กปิดทำการเนื่องในในวันชาติสหรัฐ ปริมาณการซื้อขายจึงค่อนข้างเบาบาง ภายหลังจากเมื่อวานบาทเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่า ตอบรับปัจจัยเชิงบวกต่อผลการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะได้ประธานสภาแล้ว แต่นักลงทุนยังรอผลการโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกลจะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตารายงานการประชุมเฟดประจำวันที่ 13-14 มิ.ย. ซึ่งจะมีการเปิดเผยในคืนนี้ หลังนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณในเดือนที่ผ่านมาว่า เฟดมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งละ 0.25% อีก 2 ครั้ง ภายในปีนี้ รวมทั้งการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์

สำหรับปัจจัยในประเทศ กระทรวงพาณิชย์รายงานว่าดัชนีราคาผู้บริโภคของไทยเดือน มิ.ย. 2566 เท่ากับ 107.83 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น 0.23% จากตลาดคาดไว้ว่าจะหดตัวลง 0.10% แต่นับเป็นการชะลอตัวจากระดับ 0.53% ในเดือนก่อนหน้า และเป็นการชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือน 6 สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 22 เดือนนับตั้งแต่ ส.ค.

โดยมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของราคาสินค้ากลุ่มอาหารสด และการลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงกว่าร้อยละ 16.03 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 35 เดือน ประกอบกับฐานในเดือน มิ.ย. 65 อยู่ในระดับที่สูง (7.66%) ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 6 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย. 66) อยู่ที่ระดับ 2.49%

ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ในเดือน มิ.ย. 66 เพิ่มขึ้น 1.32% เมื่อเทียบรายปี ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ย 6 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 1.87% นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับเป้าหมายเงินเฟ้อในปี’66 ลดลงมาอยู่ที่ 1-2% จากเดิม 1.7-2.7% ตามสมมติฐานที่เปลี่ยนไป คือคาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้อยู่ที่ 2.7-3.7% ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 71-81 ดอลลาร์/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยทั้งปี 33.50-35.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยอัตราเงินเฟ้อที่ปรับใหม่นี้ ยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ 1-3%

อย่างไรก็ตาม นายวิชานัน นิวาตจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เน้นย้ำว่า ยังต้องจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ, แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในหลายภูมิภาค และมาตรการภาครัฐต่าง ๆ รวมทั้งภัยแล้งที่อาจรุนแรงกว่าที่คาด ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่อาจทำให้เงินเฟ้อรวมถึงอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่ประมาณการไว้

โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.85-34.97 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.88/89 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (5/7) ที่ระดับ 1.0884/85 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (4/7) ที่ระดับ 1.0896/97 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยสถาบัน S&P Global เผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการขั้นสุดท้ายในยูโรโซนในเดือน มิ.ย. อยู่ที่ระดับ 52.00 ต่ำกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ระดับ 52.40 และต่ำกว่าในเดือน พ.ค. ที่ระดับ 55.10

ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0865-1.0907 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0882/83 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (5/7) ที่ระดับ 144.46/47 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับเปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (4/7) ที่ระดับ 144.41/42 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดย Jibun Bank เปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) ภาคบริการประจำเดือน พ.ค.ของญี่ปุ่นลดลงจากระดับสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 55.9 ในเดือน พ.ค. สู่ระดับ 54 ในเดือน มิ.ย. แต่ยังอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคการผลิตยังอยู่ในภาวะขยายตัว

ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 144.24-144.74 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 144.30/32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การเปิดเผยรายงานการประชุม คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในวันที่ 13-14 มิ.ย. (5/7), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (6/7), ตัวเลขการนำเข้า-ส่งออก และดุลการค้าเดือน พ.ค.ของสหรัฐ (6/7),

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการเดือน มิ.ย. จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) (6/7), ตำแหน่งงานว่างเปิดใหม่ของสหรัฐจาก JOLTs ประจำเดือน พ.ค., อัตราการว่างงานของสหรัฐ (77) และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐประจำเดือน มิ.ย. (7/7)


สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -11.00/10.25 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -12.80/-11.95 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ