ตลท.ชี้ 2 บริษัทดังเลื่อน IPO ฉุดมาร์เก็ตแคป “หุ้นใหม่“ ปี 2566 วูบหนัก

2 บริษัทดังเลื่อน IPO

ตลาดหลักทรัพย์ฯคาดมาร์เก็ตแคปหุ้นใหม่ปีนี้วูบหนัก เหตุ 2 บจ.ขนาดใหญ่ “SCGC-BRC” เลื่อนเสนอขาย ลุ้นจำนวนบริษัทเข้าจดทะเบียนไม่ลดลงมาก ยอมรับช่วงที่เหลือของปียังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างมาก “ภากร” ห่วงฟันด์โฟลว์ไหลออกฉุดดัชนี ชี้ต้นปีจนถึงปัจจุบัน SET ติดลบแล้ว 7% ยังมั่นใจตลาดหุ้นไทยมีศักยภาพแข่งขัน

นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้ภาพรวมมูลค่ามาร์เก็ตแคป ณ ราคาไอพีโอ ของหุ้นใหม่ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย น่าจะลดลงเมื่อเทียบปีก่อน ๆ

สาเหตุหลัก คือได้รับผลกระทบจากการเลื่อนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ 2 บริษัทขนาดใหญ่ คือ บมจ.เอสซีจี เคมีคอลส์ (SCGC) และ บมจ.บิ๊กซี รีเทล คอร์ปอเรชั่น (BRC)

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของจำนวนบริษัทที่ไอพีโอ คาดว่าไม่น่าจะลดน้อยกว่าปีก่อนหน้ามากนัก เนื่องจากยังมีหลายบริษัทที่ยื่นไฟลิ่งกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไปแล้ว แต่ทั้งนี้ คงต้องติดตามสถานการณ์ไปจนถึงปลายปี

โดยยอมรับว่ามีอยู่ 3 ปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อหุ้นไอพีโอ คือ 1.กระบวนการพิจารณาไฟลิ่งของ ก.ล.ต. 2.ความต้องการใช้เงินของแต่ละบริษัท และ 3.สภาวะตลาด ซึ่ง 2 ปัจจัยหลังไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละบริษัท

Advertisment

“ก่อนหน้านี้ มีผลกระทบจากภาวะตลาดโลก ทั้งเรื่องอัตราดอกเบี้ย เรื่องเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูง ส่วนปัจจัยภายในประเทศถูกกดดันจากการจัดตั้งรัฐบาลที่มีความล่าช้า แม้ตอนนี้จะมีการจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว เริ่มเห็นความชัดเจนขึ้น แต่ผลกระทบจากปัจจัยโลกยังไม่หายไป”

นายแมนพงศ์กล่าวว่า ประเมินช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีนี้ ภาวะตลาดยังมีความไม่แน่นอน จาก 1.ผลของความไม่ชัดเจนเรื่องทิศทางดอกเบี้ยโลกบวกกับภาวะเงินเฟ้อ 2.สงครามที่ยืดเยื้อ ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เหวี่ยงตัว ทั้งในแง่ต้นทุนการผลิตและความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยที่ลดลง ซึ่งค่อนข้างมีผลกระทบต่อบริษัทขนาดใหญ่ และ 3.ผลจากนโยบายรัฐบาลใหม่ที่จะผลักดันกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่าจะออกมาอย่างไร

“สมมุติว่า ถ้ามีประเด็นเก็บภาษีขายหุ้น คงกระทบต่อตลาดทุนแน่ แต่คาดว่าคงไม่ใช่ priority แรก ๆ เพราะรัฐบาลยังมีหลายเรื่องที่ต้องทำ ทั้งนี้ สำหรับเรื่องนี้ ที่ผ่าน ๆ มา ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ส่งข้อมูลให้กระทรวงการคลังมาโดยตลอดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจก็ขึ้นกับรัฐบาล”

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะมีบริษัทเสนอขายหุ้นไอพีโอประมาณ 20-40 บริษัทต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่าเสนอขายประมาณปีละ 4-5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมาร์เก็ตแคปเติบโตประมาณ 2-3 เท่าของปริมาณที่ระดมทุน ถือว่าค่อนข้างมีศักยภาพในการแข่งขัน เพราะแต่ละปีติดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของเอเชียและตลาดโลก

Advertisment

ตาราง ไอพีโอตลาดหุ้นไทย

“ตลาดหุ้นไทยถือว่าโตขึ้นต่อเนื่อง ปัจจุบันมีขนาดมาร์เก็ตแคปต่อจีดีพีเท่ากับ 108% หรือมูลค่ามาร์เก็ตแคป อยู่ที่ 18.82 ล้านล้านบาท เทียบกับมูลค่าค้างของตราสารหนี้ไทย ที่อยู่ที่ 15 ล้านล้านบาท และสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ ที่อยู่ที่ 18.36 ล้านล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของ SET Index ถือว่ากลับมาสูงกว่าช่วงก่อนโควิดแล้ว สะท้อนกำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมฟื้นตัวแล้ว แต่ต้องบอกว่าจะยังไม่ได้กลับมาสูงทุกอุตสาหกรรม”

ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกในอนาคตที่มีความไม่แน่นอนจะเป็นตัวชี้วัดว่าตลาดทุนไทยจะปรับตัวได้อย่างไรบ้าง จากทั้งเรื่องการส่งออก เรื่องเงินเฟ้อ และเรื่องนโยบายการเงิน รวมถึงเรื่องความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะบอกถึงสภาพคล่องที่จะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน

“ความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นไทยมองไปในอนาคต เห็นความเสี่ยงลดลง คือเรื่องความเสี่ยงที่มีก็มีอยู่ แต่โอกาสจะสูงขึ้นมีไม่มากแล้ว อย่างในประเทศ ก็มีการแก้ปัญหาไปหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางการเมือง หรือด้านเศรษฐกิจ ที่เห็นเทรนด์น่าจะดีขึ้นต่อจากนี้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา ฟันด์โฟลว์ถือว่ามีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของดัชนี SET Index อย่างมาก

โดยปีที่แล้วฟันด์โฟลว์ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมาก กว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วยสนับสนุนให้ SET Index ลดลงน้อยกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ แต่ปีนี้ฟันด์โฟลว์ไหลออกไปแล้วกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน SET ติดลบอยู่ประมาณ 7%”

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BRC ระบุว่า บริษัทมีความจำเป็นต้องชะลอแผนไอพีโอ เนื่องจากสถานการณ์ตลาดทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความผันผวนจากสภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวม ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) ระบุว่า การเลื่อนไอพีโอหุ้น SCGC ออกไป เพราะประเมินจากความพร้อมของตลาด ทั้งในและต่างประเทศ ที่จะรองรับไอพีโอขนาดใหญ่ในขณะนี้ รวมถึงสถานการณ์ภายนอก เช่น ด้านเศรษฐกิจและวิกฤตราคาพลังงาน เป็นต้น เห็นว่ายังไม่สามารถที่จะดำเนินการไอพีโอในช่วงเวลานี้ได้

นายวีรธรรม เสถียรธรรมะ ประธานกรรมการ บริษัท ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด (CJ Express) ระบุว่า จากเดิมที่บริษัทมีแผนจะไอพีโอในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2566 มีความจำเป็นต้องเลื่อนไปก่อน จากภาวะตลาดหุ้นที่ไม่เอื้ออำนวย โดยคาดว่าจะมีการยื่นไฟลิ่งใหม่ในปี 2567 และคาดว่าจะเสนอขายไอพีโอได้ในช่วงปี 2568 ซึ่งตอนนั้นเชื่อว่าภาวะตลาดหุ้นน่าจะกลับมาปกติแล้ว