ธปท.เร่งเครื่อง 3 ภูมิทัศน์การเงินใหม่ ลดต้นทุนเงินสด-เชื่อมข้อมูลหนุนแข่งขัน

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ

ธปท.เดินหน้าสร้างภูมิทัศน์การเงินไทย เร่งขับเคลื่อน 3 มิติ ลุยดิจิทัลเพย์เมนต์ หวังลดต้นทุนเงินสดเฉลี่ยปีละ 5 หมื่นล้านบาท ผลักดันแบงก์ออกโปรดักต์หนุนธุรกิจสู่ความยั่งยืน เผยเตรียมสร้าง Open Data หนุนเจ้าของข้อมูลใช้ประโยชน์เกิดการแข่งขัน จ่อแถลง 30 พ.ย.นี้

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2566 ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน “THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2023” ภายใต้หัวข้อ “Thailand Financial Landscape 2024 ภูมิทัศน์เศรษฐกิจการเงินไทยปี 2024” ว่า ภายหลังจาก ธปท.ได้ออก Directional Paper ภูมิทัศน์เศรษฐกิจการเงินไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา

ซึ่งมี 3 องค์ประกอบด้วยกัน คือ 1.Open Data 2.Open Infrastructure และ 3.Open Competition เพื่อให้เกิดระบบนิเวศ และเดินไปข้างหน้าโดยการสร้างความสมดุลระหว่างการสร้างนวัตกรรมและความเสี่ยง โดยจะต้องคำนึงถึง Resilience ความทนทานและยืดหยุ่น มากกว่าเสถียรภาพเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะอยู่ภายใต้กรอบ Risk Based ซึ่งอะไรที่มีความเสี่ยงเยอะจะต้องเข้ม หรืออะไรเสี่ยงน้อยก็สามารถผ่อนปรนได้

ทั้งนี้ สิ่งที่ ธปท.จะต้องดำเนินการต่อเนื่องให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น จะอยู่ภายใต้กรอบ 3 มิติ (Snapshots) ได้แก่ 1.Payment โจทย์ต้องการลดต้นทุนทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นเงินสดหรือดิจิทัล เนื่องจากไทยมีต้นทุนในการบริหารจัดการเงินสดค่อนข้างสูง

โดยมีเงินหมุนเวียนในระบบถึง 2.1 ล้านล้านบาท ซึ่งมีต้นทุนในการจัดการธนบัตรของทั้ง ธปท.และธนาคารพาณิชย์ ทั้งการพิมพ์ธนบัตร การขนส่ง ตรวจสภาพธนบัตร และการทำลาย โดยรวมมีต้นทุนเฉลี่ย 5 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งสูงมากเทียบดิจิทัล ดังนั้น หากต้องการลดต้นทุนจึงต้องไปทางดิจิทัล

อย่างไรก็ดี หากดูประเทศไทย ถือว่าค่อนข้างดีในเรื่องของดิจิทัล สะท้อนผ่านการใช้งานพร้อมเพย์ที่มีผู้ลงทะเบียนกว่า 76.3 ล้านไอดี เฉลี่ยธุรกรรม 56.4 ล้านธุรกรรมต่อวัน คนใช้งานเฉลี่ย 500 ครั้งต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้น 5 เท่าใน 5 ปี ทำให้ไทยติดอันดับ 1 ของโลกในการทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking

อย่างไรก็ดี ธปท.ต้องการเห็นสัดส่วนการใช้มากขึ้น เนื่องจากสัดส่วนการใช้เงินสดในช่วง 5 ปี จาก 68% ลดเหลือ 56% เทียบกับประเทศสิงคโปร์จาก 40% เหลือ 19% และเกาหลีจาก 18% เหลือ 11% แต่กลุ่มประเทศนอร์ดิก (Nordic Countries) มีสัดส่วนตัวเลขเดียว

นอกจากนี้ยังขยายเรื่องการโอนเงินระหว่างประเทศ (Cross Border) ซึ่งที่ผ่านมาไทยได้มีการเชื่อมต่อ Fast Payment ระหว่าง PromptPay-Pay Now ของประเทศสิงคโปร์ เป็นคู่แรกของโลก สามารถลดต้นทุนจาก 400 บาทต่อรายการ เหลือเพียง 150 บาทต่อรายการ และลดระยะเวลาจาก 1-2 วัน เหลือเพียง 1-2 นาที

อย่างไรก็ดี ธปท.ยังคงทำต่อเนื่องในเรื่องของ QR Payment และ Fast Payment ในการขยายไปสู่ระดับภาคี ในการยกระดับเป็น Global Platform ที่สามารถเชื่อมต่อได้ และมองไปข้างหน้ายังมีเรื่องที่ต้องดำเนินการอีกพอสมควร

“เราเดินมาดิจิทัลถือว่าโอเคแล้ว แต่ก็มีเรื่องที่ทำได้อีก แม้ว่าโดยรวมการใช้เงินสดจะลดลง แต่เรายังเห็นว่าการใช้ขนาดวงเงินเล็ก ๆ เช่น 20 บาท ยังมีอยู่อีกจำนวนมาก หากเทียบตัวอย่างที่เกาหลีที่สามารถใช้ Tap & Go แตะจ่ายไปได้เลย ซึ่งเราก็สามารถทำได้บางจุด เพื่อลดต้นทุนได้อีก แต่เงินสดก็ยังมีอยู่”

และมิติ 2.Transition Finance ถือเป็นโจทย์ท้าทายที่ไทยกำลังเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวและความยั่งยืน ซึ่งไทยได้ประกาศเป้าหมายความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Net Zero ภายในปี 2608 เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูง และติดอันดับ 10 เพราะมีธุรกิจที่เป็นสีเทา เช่น เกษตร อุตสาหกรรม เป็นต้น

ซึ่งโจทย์ในฝั่งของ ธปท.จะมี 2 ส่วนด้วยกัน คือ 1.ธนาคารมีแนวทางปฏิบัติแนวทางเดียวกัน ภายใต้ Standard Practice และ 2.ออกแบบผลิตภัณฑ์และโปรแกรมที่สามารถตอบโจทย์ธุรกิจได้ดีขึ้น เช่น สินเชื่อเพื่อปรับกระบวนการใช้พลังงาน โดยธปท.จะร่วมมือกับธนาคารในการผลักดันให้เกิดขึ้น

ขณะที่มิติ 3.Open Data for Consumer Empowerment ปัจจุบันผู้ใช้บริการมีข้อมูลอยู่กับผู้ให้บริการหลายแห่ง แต่ไม่สามารถส่งต่อข้อมูลได้ จึงจะต้องมีการรวบรวมเอกสารจากหลายแห่ง ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้น้อย สิ่งที่ ธปท.จะทำ คือ ผู้ใช้บริการใช้สิทธิส่งข้อมูลของตนเองไปยังผู้ให้บริการต่าง ๆ ผ่านช่องทางดิจิทัลได้สะดวก ปลอดภัย เพื่อรับบริการที่โจทย์ขึ้น

“โจทย์ของ ธปท. คือ เจ้าของข้อมูลได้ประโยชน์จากข้อมูลของผู้บริโภคที่วันนี้มีการสร้าง Digital Footprint บนโลกออนไลน์ไว้ค่อนข้างมาก ไม่ว่าการสั่งซื้อของออนไลน์ การชำระค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ หากเจ้าของข้อมูลส่ง Consent ได้ จะทำให้เกิดการแข่งขันในระบบในการ Offer”


“ซึ่งต่างประเทศได้มีแล้ว แต่การจะไปสู่จุดนั้นไม่ง่าย แต่หน้าที่เราจะทำ 3 อย่างด้วยกัน คือ เราจะต้องกำกับในการดูแลการเก็บรักษาข้อมูล และช่องทางที่สามารถส่งข้อมูล และการสร้าง Common Standard หรือปลั๊กไฟที่จะเสียบ จะต้องมีมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงการสร้าง Common Infrastructure คือ ปลั๊กกลางที่ทุกคนสามารถเสียบได้ โดย ธปท.จะมีการพูดคุยในสิ่งที่ ธปท.จะทำในเรื่องของ Open Data ในวันที่ 30 พ.ย.นี้”