Skip to content

บลจ.แห่ตั้งกอง TESG ชิงเค้ก “หมื่นล้าน” 3 สัปดาห์สุดท้าย

25 พ.ย. 2566 | 15:54น.
บลจ.แห่ตั้งกอง TESG ชิงเค้ก “หมื่นล้าน” 3 สัปดาห์สุดท้าย

ช่วงนี้หลายฝ่ายกำลังจับตาว่า กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund หรือ TESG) จะออกขายได้เมื่อไหร่ และจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากแค่ไหน หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทยไปเมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ กองทุน TESG ให้สิทธินำเงินลงทุนมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท โดยมีเงื่อนไขระยะเวลาถือครองลงทุน 8 ปีเต็ม (10 ปีปฏิทิน) ซึ่งวงเงินลดหย่อนจะแยกออกจาก “SSF-RMF”

ก.ล.ต.เร่งอนุมัติจัดตั้งกองทุน

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังออกหลักเกณฑ์รองรับ โดยได้ยกร่างประกาศแล้ว คาดว่าจะลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ประมาณต้นเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งระหว่างนี้ ก.ล.ต.เปิดให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ส่งร่างเอกสารจัดตั้งกองให้ ก.ล.ต.พิจารณาได้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมพร้อมให้สามารถเสนอขายกองทุนได้โดยเร็ว

เนื่องจากมีการตั้งเป้าหมายว่าจะดึงดูดเม็ดเงินได้ 10,000 ล้านบาทในช่วงปลายปีนี้

ทั้งนี้ สำนักงาน ก.ล.ต.จะเร่งรัดอนุมัติ โดยให้ บลจ.ยื่นเข้ามา 2 รอบ รอบแรก ภายในวันที่ 24 พ.ย. โดย ก.ล.ต.จะอนุมัติให้ภายในวันที่ 6-7 ธ.ค. 2566 และเริ่มเสนอขายหน่วยลงทุนได้ทันที ส่วน บลจ.ใดที่ยื่นขออนุมัติหลังจากนั้น ทาง ก.ล.ต.จะให้อนุมัติได้ประมาณวันที่ 16 ธ.ค. 2566

สมาคม บลจ.เร่งโปรโมต

“ชวินดา หาญรัตนกูล” นายกสมาคมบริษัทจัดการกองทุน (AIMC) และกรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย (KTAM) เปิดเผยว่า สมาคม บลจ.และ บลจ. สมาชิก มีความพร้อมที่จะออกกองทุน TESG เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ลงทุน และสร้างความยั่งยืนให้กับตลาดทุนไทยในระยะยาว โดยคาดว่าจะเริ่มเสนอขายได้ช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ธ.ค. 2566

“จะมีการทำประชาสัมพันธ์ร่วมกันในหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ก.ล.ต., สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และสมาคม บลจ. ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากทุก ๆ หน่วยงานช่วยกันโปรโมตกองทุน Thai ESG ในช่วงเพียงแค่ 3 สัปดาห์สุดท้ายของเดือน ธ.ค.นี้ เพื่อให้นักลงทุนสามารถลดหย่อนภาษีของปี 2566 ได้”

ทั้งนี้ กองทุน Thai ESG จะเป็นโอกาสในการลงทุนสำหรับการออม และการประหยัดภาษี แต่คาดว่าเม็ดเงินลงทุนคงไม่เท่ากับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เนื่องจากลดหย่อนได้น้อยกว่า โดย LTF ลดหย่อนได้สูงสุด 5 แสนบาท ขณะที่ TESG ลดหย่อนได้ไม่เกิน 1 แสนบาท

อย่างไรก็ดี นอกจากวัตถุประสงค์ที่ต้องการนำเสนอให้กับภาครัฐ ในการช่วยเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศชาติ มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ภายในปี 2065 แล้วนั้น ยังอยากที่จะสร้างให้มีการออมใหม่ ๆ เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม ซึ่งหากทำสำเร็จก็จะทำให้มีเม็ดเงินที่ใหญ่ขึ้น

“เราพยายามสื่อสารโดยตรงให้ถึงนักลงทุนกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด แต่ก็ไม่ทราบว่าจะเป็นไปได้มากแค่ไหน แต่ก็จะโปรโมตให้ครบทุกช่องทางอย่างเต็มที่และดีที่สุด”

บล.กสิกรฯประเดิมยื่นเปิด 1 กอง

“อดิศร เสริมชัยวงศ์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย (KAsset) กล่าวว่า บริษัทยื่นขอออกจำนวน 1 กองตั้งแต่ช่วงแรก และคาดว่าจะเปิดขายได้ไม่เกินกลางเดือน ธ.ค. 2566 เพราะต้องเตรียมการให้ความรู้กับคนขาย เพราะคาดว่าจะมีคำถามจากลูกค้าถึงรายละเอียดกองทุนซึ่งเป็นกองใหม่ ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายหลักคือมนุษย์เงินเดือน ลงทุนขั้นต่ำ 500 บาท โดยจะมีโปรโมชั่นเงินคืน (cash back) ตามเกณฑ์ ก.ล.ต.กำหนด

“เราไม่ได้คาดหวังยอดซื้อปีนี้จะเยอะ เพราะกว่าที่กองจะมีเม็ดเงินที่ระดับ 3,000-4,000 ล้านบาท คงใช้เวลาหลายปี เนื่องจากวงเงินลดหย่อนภาษีแค่ 1 แสนบาท แต่ก็หวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการกระตุ้นให้ผู้ลงทุนไทยใส่ใจกับการลงทุนแบบยั่งยืนมากขึ้น”

“ทิสโก้” หวังเม็ดเงิน 100 ล้าน

ด้าน “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการสายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า บริษัทพร้อมยื่นจัดตั้ง TESG จำนวน 1 กอง เน้นลงทุนหุ้นไทยโดยใช้ benchmark ดัชนี SETESG โดยจะคัดกรองหุ้นจากกลุ่มยูนิเวิร์สของ SETESG เพื่อมาลงทุนประมาณ 20-30 บริษัท เพื่อให้มีการกระจายลงทุนที่เหมาะสม และคัดกรองเพิ่มเติมโดยใช้โมเดลพอร์ตของทิสโก้ประกอบการพิจารณาด้วย

“ดัชนี SETESG ครอบคลุมหุ้น 193 ตัว คิดเป็นเกือบ 70% ของมาร์เก็ตแคปตลาด เพราะฉะนั้นจะมีความผันผวนเปลี่ยนแปลงล้อไปกับดัชนี SET Index แต่หากดูสถิติ SETESG ย้อนหลัง 5 ปี ถือว่าทำได้ดีกว่า (outperform) ดัชนี SET Index ประมาณ 4% แต่ในอนาคตก็คงขึ้นอยู่กับฝีมือผู้จัดการกองทุน (fund manager) ในการเลือกหุ้นเข้าพอร์ตด้วย”

อย่างไรก็ดี ตอนนี้ถือเป็นโอกาสดี เพราะดัชนี SET นับจากต้นปี (YTD) ปรับฐานลงมากว่า 10% อยู่ที่บริเวณ 1,400 จุด ถือว่ามูลค่าหุ้นไม่แพง และถ้าลงทุนผ่านกองทุน TESG จะได้ท็อปอัพจากการลดหย่อนภาษีด้วย ส่วนปีหน้าด้วยฐานดัชนี SET ที่ต่ำแล้ว มองว่ามีโอกาสจะฟื้นตัวขึ้นได้ ตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยที่มีมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ภาคส่งออกและท่องเที่ยวไทยที่ปรับตัวดีขึ้น

รวมถึงเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น เพราะแรงกดดันจากการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐคงผ่อนคลายหรือไม่มีแล้ว

“ในปีแรกด้วยระยะเวลาขายที่สั้นมาก บวกกับเป็นกองใหม่ซึ่งผู้ลงทุนยังไม่รู้จักในวงกว้าง รวมทั้งวงเงินลดหย่อนภาษีได้แค่ 1 แสนบาท เพราะฉะนั้นแรงซื้อในปีแรกคงไม่มาก คาดว่าน่าจะแค่ 100 ล้านบาท จากขนาดกองทุนที่ยื่นขอมูลค่า 1,000 ล้านบาท แต่เชื่อว่าในปีถัด ๆ ไปคงจะเติบโตขึ้นไปได้”

“สาห์รัช” กล่าวว่า สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักคือคนทำงานและลูกค้ารายใหญ่ (HNW) ผู้ประกอบธุรกิจและเจ้าของกิจการ โดยสามารถซื้อขั้นต่ำที่ 5,000 บาท และมีโปรโมชั่นเมื่อลงทุน 50,000 บาท จะได้รับหน่วยลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นมูลค่า 100 บาท

“ถามว่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดหุ้นได้มากน้อยแค่ไหน คาดว่าคงไม่เหมือนช่วงที่มี LTF เพราะลดหย่อนภาษีได้น้อยกว่า และต้องถือยาวกว่า เพราะฉะนั้นต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับลูกค้า ส่วนที่ภาครัฐตั้งเป้าจะเห็นเม็ดเงินเข้ามาลงทุนผ่าน TESG ประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปีนั้น คาดว่าในช่วง 2-3 ปีแรกอาจจะไม่ถึง เพราะคนยังไม่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งต้องใช้เวลา เหมือน LTF ที่กว่าจะเป็นที่รู้จักและคนเริ่มลงทุน”

“แอสเซท พลัส” เจาะ HNW

ฟาก “คมสัน ผลานุสนธิ” กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บลจ.แอสเซท พลัส กล่าวว่า บริษัทจะยื่นตั้งกองทุน TESG จำนวน 1 กองทุน คาดหวังเงินลงทุนประมาณ 50-100 ล้านบาท จากช่องทาง direct sales โดยลูกค้าที่ซื้อจะได้รับโปรโมชั่นเงินคืน 0.2% ของมูลค่าเงินลงทุนในช่วงเวลาที่กำหนด

“เป้าหมายอาจจะดูน้อย เป็นเพราะฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่ม high net worth (มีพอร์ตลงทุนกับบริษัทเกิน 3 ล้านบาทขึ้นไป) ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุเกิน 60 ปีด้วย และเงื่อนไขต้องถือยาว 8 ปีเต็ม ซึ่งจากการเซอร์เวย์อาจจะไม่ค่อยสนใจลงทุน แต่ทั้งนี้ ก็อาจจะมีลูกค้าจากตัวแทนขาย ซึ่งยังประเมินไม่ได้ เพราะเป็นกองทุนที่ออกพร้อมกันเกือบ 20 บลจ. ฉะนั้นยังไม่ทราบว่าทาง selling agent จะขายกองทุนของบริษัทได้มากน้อยแค่ไหน”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กองทุน TESG บลจ.