KTC เผยมาตรการ “Easy E-Receipt” หนุนยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตโต 20%

KTC

เคทีซี ประเมินมาตรการ Easy E-Receipt หนุนยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 2 เดือนแรกพุ่ง 20% ยันมาตรการชำระขั้นต่ำไม่กระทบ หลังมีสัดส่วนลูกค้าชำระเต็ม 70% พร้อมตั้งเป้าเพิ่มบัตรใหม่ 2.3 แสนใบ

วันที่ 4 มกราคม 2567 นางประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานการตลาดบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าแนวโน้มการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต (Spending) ในช่วงไตรมาสที่ 1/2567 โดยเฉพาะในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์นี้ จะได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐที่เริ่มทยอยออกมา

โดยเฉพาะมาตรการ Easy E-Receipt ที่ให้สิทธิผู้ซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษี ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-15 ก.พ. 2567 สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 5 หมื่นบาท โดยคาดว่าจะมียอดใช้จ่ายในช่วง 2 เดือนแรกเพิ่มขึ้นราว 20% ใกล้เคียงกับช่วงที่มีโครงการ “ช้อปดีมีคืน” ในปีก่อน

สำหรับเป้าหมายการเติบโตยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในปี 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ราว 15% จากปีก่อนที่เติบโตได้สูงกว่าเป้าหมายที่ 10% เล็กน้อย และตั้งเป้าหมายยอดบัตรใหม่ในปีนี้ที่ 2.3 แสนใบบัตร ซึ่งจะรวมถึงบัตร Digital ที่ตั้งเป้าไว้ 100,000 บัตร อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเคทีซีมีส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ประมาณ 12% จากมูลค่ายอดการใช้จ่ายภาพรวมของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 2.2 ล้านล้านบาท และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 1.3% ต่ำกว่าทั้งระบบที่อยู่ราว 3%

ทั้งนี้ เคทีซีพยายามเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย โดยปัจจุบันมีสัดส่วนลูกค้ากลุ่มรายได้ 15,000-30,000 บาทต่อเดือน อยู่ที่ 65% และรายได้ 30,000-50,000 บาทต่อเดือน ประมาณ 17% และที่เหลืออีก 17% เป็นกลุ่มรายได้ 50,000 บาทขึ้นไป และปัจจุบันเคทีซีมีจำนวนบัตร 2.62 ล้านบัตร เป็นบัตรแพลทินัม 2.28 ล้านบัตร โดยแบ่งเป็นบัตรเครดิตวีซ่า แพลทินัม 60% และบัตรเครดิตแพลทินัม มาสเตอร์การ์ด 40%


นางประณยา กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับการกำหนดเพิ่มการชำระขั้นต่ำจาก 5% เป็น 8% นั้น ไม่น่าจะกระทบมากนัก โดยผู้ถือบัตรเคทีซีมีสัดส่วนจ่ายเต็มจำนวน 70% ที่เหลือจ่ายชำระไม่เต็มและส่วนใหญ่จ่ายสูงกว่า 5% อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามใกล้ชิด ส่วนเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างเป็นธรรมนั้น เคทีซียึดหลักการให้ข้อมูล-เงื่อนไข-ข้อกำหนดอย่างชัดเจนอยู่แล้ว รวมถึงการไม่กระตุ้นให้มีการใช้จ่ายหรือก่อหนี้อย่างเกินตัวอยู่แล้ว