ตลาดหุ้นกู้ระทึกต้นปี จับตารัฐยื่นมือ หรือปล่อยวาง ?

ตลาดหุ้นกู้ระทึกต้นปี จับตารัฐยื่นมือ หรือปล่อยวาง ?

สถานการณ์ตลาดหุ้นกู้ (บอนด์) ของไทยในเวลานี้ คงต้องจับตากันอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมา เป็นปีที่มีหลากหลายปัญหาเกิดขึ้นกับตลาดทุน จนบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน ประกอบกับดอกเบี้ยขาขึ้น สร้างภาระต้นทุนของผู้ออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้น จึงส่งผลกระทบมะรุมมะตุ้มกัน

ล่าสุด หลังเปิดปีใหม่มาได้ไม่นาน บริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ที่กุมสัมปทานรัฐมากมายหลายโครงการอย่าง “บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD” เตรียมจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ในวันที่ 17 ม.ค.นี้ เพื่อขอเลื่อนจ่ายหนี้หุ้นกู้ที่ครบดีลออกไป 2 ปี เนื่องจากมีปัญหาสภาพคล่อง รวมถึงภาวะตลาดหุ้นกู้ที่ไม่เอื้ออำนวย

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์นอกตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่าง “บริษัท สยามนุวัตร (SNW)” ที่เรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้ วันที่ 23 ม.ค. นี้ เพื่อขอเลื่อนจ่ายหุ้นกู้ครบดีลปีนี้ทั้ง 3 รุ่น มูลหนี้ 520 ล้านบาทไปอีก 1 ปี

ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ชี้ว่า อาจมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาด โดยเฉพาะในบริษัทที่มีอันดับเครดิตเรตติ้งต่ำกว่า BBB ลงมา หรือเป็นประเภท Nonrate ได้

“ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า ปี 2566 ที่ผ่านมา กระแสเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไม่เพียงออกจากตลาดหุ้นไทยเกือบ 200,000 ล้านบาทเท่านั้น ยังไหลออกจากตลาดหุ้นกู้ไปด้วย โดยขายสุทธิไป 144,690 ล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่ซื้อสุทธิ 116,285 ล้านบาท

ทั้งนี้ มองว่าสถานการณ์ตลาดหุ้นกู้ไทยไม่ได้มีปัญหาเชิงระบบ และผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้กระทบทุกบริษัท โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเครดิตเรตติ้งในระดับลงทุน ซึ่งส่วนนี้ไม่น่ากังวล

ส่วนกรณีบริษัทขนาดเล็กที่ออกหุ้นกู้ขายให้กับนักลงทุนเฉพาะกลุ่ม หรือขายให้กรรมการ ไม่ได้เสนอขายประชาชนเป็นการทั่วไป ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการ Roll Over หุ้นกู้ที่ครบดีลออกไปก่อนสักประมาณ 2 ปี ให้ผ่านช่วงคับขันไป เช่นเดียวกับกลุ่มบริษัทขนาดกลางก็บริหารจัดการไปได้ โดยธนาคารพาณิชย์เองก็พร้อมช่วยเหลือลูกค้าของตัวเองที่ดูแล้วธุรกิจสามารถไปต่อได้อยู่แล้ว

ตาราง หุ้นกู้ที่มี ปห.

“ถ้าเป็นบริษัทที่ออกหุ้นกู้ได้ ซึ่งเป็นลูกค้าแบงก์ แต่ตัดสินใจออกหุ้นกู้เพราะว่าต้องการจ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่าแบงก์ พอมีปัญหา แบงก์ก็ช่วยอยู่ดี โดยพิจารณาว่าธุรกิจเขามีโอกาสแค่ไหน ถ้าคิดว่าผ่านช่วง 12 เดือนไป แล้วเขาจะค่อย ๆ ดีขึ้น แบงก์ก็พร้อมช่วยอยู่แล้ว”

ด้านแนวคิดการตั้งกองทุนพยุงหุ้นกู้นั้น ดร.กอบศักดิ์กล่าวว่า ตนอยากให้มองว่า หากมีความจำเป็นเมื่อใดก็สามารถทำได้ เพราะเคยทำมาแล้ว และไม่ได้ใช้เงินมากด้วย

ส่วนการลดดอกเบี้ยตอนนี้จะช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ออกหุ้นกู้ได้หรือไม่นั้น ประธาน FETCO กล่าวว่า ดอกเบี้ยของไทยที่ผ่านมาขึ้นมาแค่ 2% ซึ่งตนคิดว่าต่อให้มีการลดดอกเบี้ยลง 1% ทั้งนี้ หากเป็นบริษัทที่ดีอยู่แล้ว จะลดกี่เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้มีปัญหา แต่กรณีบริษัทที่มีปัญหา ลดดอกเบี้ย 1% ก็คงไม่ได้ช่วยอะไร ก็ยังมีปัญหาอยู่ดี

“ผมคิดว่า สุดท้ายแล้วเรื่องนี้จะจบ ก็คือ แบงก์จะดูว่าลูกค้ารายนี้ไปได้หรือเปล่า ถ้าไปได้ก็จะช่วยให้ผ่านช่วงนี้ไป ส่วนอีกกลุ่มที่มีปัญหาซ่อนไว้ใต้พรม พอน้ำลดแล้วตอผุด ก็คงต้องดู แบงก์ก็คงต้องคิดหนัก ดังนั้นลดดอกเบี้ย ช่วยได้บ้าง

แต่สำหรับคนมีปัญหา ปัญหาเขาลึกล้ำกว่าลดดอกเบี้ย 1% คือ ปัญหาผลประกอบการ ปัญหาขาดทุน ปัญหาการลงทุนที่ไม่สำเร็จ ทั้งนี้ สิ่งที่จะช่วยได้จริง ๆ ผมคิดว่าคือ เศรษฐกิจ ถ้าหมุนไปได้ในช่วงปลายปีนี้ แล้วปีหน้าดี เขาก็สามารถทำรายได้เพิ่มขึ้น”

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เรื่องนี้จะมีมาตรการที่เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม ไม่สามารถพูดเรื่องนี้ได้ทุกวัน เพราะเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี ก็มีวิธีแก้ปัญหา เช่น กรณี ITD ก็สามารถใช้กลไกไปคุยกับเจ้าหนี้หุ้นกู้ให้เลื่อนระยะเวลาจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ออกไป แลกกับการจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

“ภาครัฐเพียงติดตามดูอยู่เท่านั้น ขณะนี้ไม่ได้ออกมาตรการอะไร ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องทำอะไร”

ขณะที่ ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันมีความท้าทายมาก โดยตลาดทุนอยู่ในโหมด “ระมัดระวังมาก” อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าตลาดทุนไทย โดยตลาดตราสารหนี้ไทยมีการเติบโตที่ดีพอสมควร นักลงทุนพอจะแยกแยะได้ว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นเรื่องเฉพาะของกิจการ เวลาที่จะตัดสินใจลงทุนก็ต้องระมัดระวังขึ้น และกระจายพอร์ตลงทุนอย่างเหมาะสม

“อริยา ติรณะประกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ ThaiBMA กล่าวว่า ตอนนี้หุ้นกู้กลุ่ม Investment Grade ไม่ได้มีปัญหา สามารถออกหุ้นกู้ใหม่และขายได้ตามปกติ จะมีปัญหาก็แต่กลุ่ม Nonrate ดังนั้น แนวทางเรื่องตั้งกองทุนพยุงหุ้นกู้คงไม่ได้ช่วยอะไรมาก และต้องดูด้วยว่ากฎหมายให้ทำได้หรือไม่

สำหรับแนวทางเกี่ยวกับหุ้นกู้ ที่สมาคมจะทำในปี 2567 มี 3 เรื่องหลัก คือ 1.เพิ่มการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของ Issuer (ผู้ออกหุ้นกู้) เน้นให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ 2.จัดทำ High Yield Bond Covenant (ข้อกำหนดทางการเงินที่ผู้ออกห้นกู้ต้องปฏิบัติ) ที่ครอบคลุมเงื่อนไขสาคัญเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุน เช่น การกำหนดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน เป็นต้น


และ 3.จัดทำสัญญามาตรฐานของผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อเพิ่มหน้าที่ของผู้ออกหุ้นกู้/นายทะเบียน ที่มีต่อผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ในการทำหน้าที่ปกป้องประโยชน์ของนักลงทุนให้มีประสิทธิภาพ