ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า รับตัวเลขเงินเฟ้อน้อยกว่าที่คาด

เงินดอลลาร์สหรัฐ
FILE PHOTO: REUTERS/Dado Ruvic/

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า รับตัวเลขเงินเฟ้อน้อยกว่าที่คาด ขณะที่ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิตในเดือน ธ.ค. หดตัวอยู่ที่ -0.1% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

วันที่ 15 มกราคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 15 มกราคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/01) ที่ระดับ 34.88/89 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (12/01) ที่ระดับ 35.05/07 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง จากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐที่ออกมาติดลบ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐได้มีการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (PPI) ในช่วงคืนวันศุกร์ (12/01) โดย PPI เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต ซึ่งหดตัวอยู่ที่ -0.1% ในเดือน ธ.ค.เมื่อเทียบรายเดือน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 0.1%

ทั้งนี้จากข้อมูลของ CME FED Watch Tool พบว่านักลงทุนให้น้ำหนักกว่า 70% ว่าเฟดจะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนมีนาคม ลดลงจากเดิมที่เคยให้น้ำหนักไว้ที่ 77% แต่ทั้งนี้แรงเข้าซื้อสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงมีอยู่ จากปัญหาทางด้านภูมิศาสตร์ในส่วนของตะวันออกกลางยังคงไม่คลี่คลาย

สำหรับปัจจัยในประเทศ วันนี้นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงินและเลขาคณะกรรมการนโยบายการเงิน ได้มีการกล่าวในงาน “BOT Policy Briefing ธปท. แนวคิดนโยบายแบงก์ชาติ” ถึงเรื่องการดำเนินนโยบายการเงิน โดยในขณะนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 2.5% ซึ่งนายปิติกล่าวว่า ถือเป็นระดับที่พอดีแล้วหากเทียบกับอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศ และการที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้นจำเป็นต้องอาศัยการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้เป็นการลดอัตราดอกเบี้ยที่เร็วเกินไป จนส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ

ทางด้านของเงินเฟ้อ โดย ณ ขณะนี้อัตราเงินเฟ้อของไทยผ่อนคลายลงมากแล้ว มีการคาดการณ์ว่าในปี 2567 เงินเฟ้อไทยจะอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-2% โดยเงินเฟ้อน่าจะติดลบไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งการดำเนินนโยบายการเงินนั้นทางคณะกรรมการนโยบายการเงินจะพิจารณาจาก 3 ส่วนหลัก ๆ คือ 1.การทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างยั่งยืน 2. เงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมายอย่างยั่งยืน และ 3. เสถียรภาพของการเงิน

ก่อนหน้านี้  นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า การขึ้นดอกเบี้ยขอให้เป็นหน้าที่ของ ธปท. ทางรัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซง

ทางด้านนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ โดยท่านได้กล่าวว่า การที่เศรษฐกิจไทยไม่ได้เติบโตมากตามที่คาด เนื่องจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัวลง ทำให้กำลังซื้อของชาวจีนน้อยลง ซึ่งเป็นผลกระทบมาถึงการท่องเที่ยวไทย

ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวและบริการได้ฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับก่อนโควิด-19 แล้ว แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มที่นอกเหนือจากการท่องเที่ยวยังคงฟื้นตัวได้ช้า ทั้งนี้ในระหว่างวันบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 34.77-34.94 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.95/96 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/01) ที่ระดับ 1.0956/57 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (12/01) ที่ระดับ 1.0962/63 ทางด้านนักเศรษฐศาสตร์ของ ECB ได้มีการคาดการณ์ว่า ECB อาจมีการลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงเดือนเมษายน เนื่องจากเงินเฟ้อเริ่มปรับตัวลดลงแล้ว ทั้งนี้ในระหว่างวันยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.0940-1.0968 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0941/42 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (15/01) ที่ระดับ 145.07/08 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (12/01) ที่ระดับ 145.14/15 ตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ โดยนักลงทุนจับตาดูตัวเลขเงินเฟ้อในเดือนธันวาคมของญี่ปุ่นที่จะออกในวันศุกร์ (19/01) นี้ ซึ่งทางธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องการให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับมากกว่า 2% อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ทาง BOJ ยังไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินจากนโยบายผ่อนคลายแบบพิเศษ ไปเป็นนโยบายการเงินแบบหดตัว โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 144.94-145.76 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 145.73/74 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีการผลิตรัฐนิวยอร์กเดือน ม.ค. (16/01), ยอดค้าปลีกเดือน ธ.ค. (17/01), การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ธ.ค. (17/01), ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้าน (18/01), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ม.ค. (19/01), ยอดขายบ้านมือสองเดือน ธ.ค. (19/01)


สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.6/-9.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศ อยู่ที่ -8.3/-6.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ