ส่องตลาด “หุ้น-บอนด์” น่าลงทุนปี 2567 กูรูแนะซื้อ “เงินเยน” แทนดอลลาร์

การลงทุน นักลงทุน

“มอนิ่งสตาร์” เปิดแนวทางลงทุนปี 2567 ชี้ “หุ้นขนาดเล็กในอเมริกา-ตลาดหุ้นอังกฤษ-ตลาดเกิดใหม่” น่าลงทุน ด้านตราสารหนี้ ควรซื้อพันธบัตรมากกว่าหุ้นกู้ อายุสั้น ๆ เพื่อลดความเสี่ยง แนะซื้อ “เงินเยน” ของญี่ปุ่น แทนดอลลาร์ กระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุน

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในปี 2566 ที่ผ่านมา เป็นอีกปีที่ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญกับความผันผวนต่อเนื่อง จากปัจจัยกดดันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นทิศทางของธนาคารกลางหลัก ที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี ความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัว หรือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ช้ากว่าคาด จากปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์

อย่างไรก็ตามในปี 2567 ทาง Morningstar ประเมินว่า ทิศทางตลาดหุ้นยังเห็นโอกาสลงทุนในบางอุตสาหกรรมในบางประเทศ ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดโดยรวม ขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้ แนะนำการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลมากที่สุด และลงทุนในสกุลเงินต่างประเทศแทนดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นักลงทุนก็ต่างคาดหวังกันว่าตลาดหุ้นไทยจะกลับมาฟื้นขึ้นได้ จากทิศทางดอกเบี้ยขาลง

ส่องตลาดหุ้นน่าลงทุนปี 2567

1.หุ้นขนาดเล็กมีความน่าสนใจมากที่สุด สำหรับในกลุ่มของหุ้นที่ปัจจุบันมูลค่าตลาดยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หรือเคยเป็นหุ้นที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากราคาปรับลงมาค่อนข้างมากจากมูลค่าที่ควรจะเป็น โดยเน้นลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพดีเนื่องจากปกติบริษัทขนาดเล็กเหล่านี้ มักมีความผันผวนไปตามเศรษฐกิจที่สูงและมีหนี้ที่มาก

2.หุ้นธนาคาร กลุ่มสื่อสาร กลุ่มสุขภาพ และกลุ่มสาธารณูปโภค คืออุตสาหกรรมที่น่าลงทุน

3.ตลาดหุ้นในอังกฤษและในตลาดเกิดใหม่ หุ้นเทคโนโลยีในจีน แม้มีความผันผวนมากแต่ก็น่าลงทุน

4.การลงทุนใน Second-derivative artificial intelligence ในตลาดอเมริกา

“มูลค่าของตลาดหุ้นปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจลงทุน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ปรับลดลงจากความกังวลในเรื่องต่าง ๆ แม้กระทั่งตลาดหุ้นสหรัฐที่ก่อนหน้านี้ที่ถูกขับเคลื่อนจากหุ้นไม่กี่ตัว อย่างกลุ่ม “Magnificent Seven” แต่ก็ยังมีหุ้นที่น่าสนใจลงทุน โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็กในอเมริกา

นอกจากนี้ยังมีตลาดหุ้นอังกฤษและในยุโรปที่กลุ่มพลังงานยังมีความน่าสนใจอีกเช่นกัน ขณะที่หุ้นในตลาดเกิดใหม่แม้จะมีความเสี่ยงสูงแต่ผลตอบแทนก็สูง แต่ยังต้องคำนึงถึงสภาพคล่องและปริมาณการซื้อขายในตลาดเป็นสำคัญด้วย”

ด้านความเสี่ยงในระยะยาวคือ การเติบโตของกำไรบริษัทที่ยังต่ำเมื่อเทียบกับราคาหุ้นในตลาดที่เพิ่มขึ้นมาก ทำให้ระดับ PE Multiple ปรับสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้ระดับ PE Multiple สามารถสูงขึ้นในปี 2567 ได้นั้นคือ ความหวังต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐที่คาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องให้ความสำคัญในปัจจุบันได้แก่

• มูลค่าซื้อขายอยู่ในระดับที่เหมาะสม เนื่องจากหุ้นบางกลุ่มโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ AI และหุ้นในตลาดอเมริกามีการซื้อขายในระดับที่สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็นและการซื้อขายกระจุกตัวอยู่เพียงแค่บางกลุ่มทำให้มีความเสี่ยงที่มาก ดังนั้นจึงควรเลือกลงทุนโดยกระจายความเสี่ยงไปยังประเทศอื่นมากขึ้น

• เศรษฐกิจที่อ่อนแอ ในภาวะที่ดอกเบี้ยคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานจะทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนแอลง และกระทบต่อรายได้ภาคธุรกิจและตลาดแรงงาน นอกจากนี้เศรษฐกิจในยุโรปยังมีแนวโน้มอ่อนแอเร็วกว่าในสหรัฐอีกด้วย

• ปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอ โดยเฉพาะต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทำให้ธุรกิจที่พึ่งพาการก่อหนี้สูงจำเป็นต้องป้องกันความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

• ความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทั้งในยูเครน อิสลาเอล จีน ความเสี่ยงด้านราคาพลังงาน ความเสี่ยงในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

สำหรับโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นที่แนะนำในปี 2567 ในตลาดสหรัฐนอกเหนือไปจากหุ้นที่ปรับขึ้นเพียงไม่กี่บริษัทแล้ว พบว่ายังมีอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ ธุรกิจธนาคารและการเงิน ซึ่งมีราคาซื้อขายในตลาดที่ยังต่ำและยังไม่ได้เป็นที่สนใจมากจากนักลงทุน โดยที่ผ่านมาราคาหุ้นในกลุ่มนี้ถูกกระทบจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่สูงขึ้นและปัญหาวิกฤตธนาคารในสหรัฐ ซึ่งเชื่อว่าราคาหุ้นได้สะท้อนความเสี่ยงเหล่านี้ไปมากแล้ว

นอกจากนี้ยังมีหุ้นในกลุ่มสาธารณูปโภคและสุขภาพที่ยังน่าสนใจเนื่องจากระดับราคาลงมามาก รวมถึงกลุ่มสื่อสารที่แม้ว่าที่ผ่านมาระดับราคาหุ้นไม่ได้ปรับลดลงแต่ก็คาดว่าจะยังคงให้ผลตอบแทนที่ดีและช่วยบริหารความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนได้

หุ้นขนาดเล็ก เนื่องจากราคาปรับลงมาค่อนข้างมากจากมูลค่าที่ควรจะเป็น โดยเน้นลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพดีเนื่องจากปกติบริษัทขนาดเล็กเหล่านี้มักมีความผันผวนไปตามเศรษฐกิจที่สูงและมีหนี้ที่มาก

การลงทุนในตลาดอื่นนอกเหนือจากสหรัฐ เช่น หุ้นกลุ่มพลังงานในยุโรปซึ่งมีราคาซื้อขายที่ยังต่ำ และที่ผ่านมามีการปรับปรุงแผนการจัดสรรและการใช้เงินทุนไปในแนวทางที่ดีขึ้น หรือการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ซึ่งราคายังไม่ปรับสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับตลาดอื่นในประเทศที่พัฒนาแล้ว รวมถึงโอกาสลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีของจีนที่ราคาปรับลงมามากเช่นกันทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูง

ลงทุนในบริษัทที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการ การปรับปรุงธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ยังอยู่ในระดับที่ลงทุนได้และมีโอกาสที่กำไรจะปรับสูงขึ้นได้ในอนาคต

แนะลงทุนพันธบัตรมากกว่าหุ้นกู้

สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ แนะนำ 1.การลงทุนใน Inflation-linked bonds, Mortgage-backed securities และตราสารหนี้ในตลาดเกิดใหม่ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงและชนะเงินเฟ้อ

2.เน้นลงทุนในตราสารภาครัฐมากกว่าตราสารหนี้เอกชน 3.เน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่มี Duration สั้น ๆ เพื่อลดความเสี่ยง

“แม้ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาตราสารหนี้จะให้ผลตอบแทนที่ไม่ดี แต่ภาวะอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นและอยู่ในระดับสูงทำให้ตราสารหนี้มีมูลค่าที่อยู่ในระดับที่น่าสนใจลงทุนอย่างมาก หากเปรียบเทียบกับสินทรัพย์อื่น ๆ”

สิ่งที่ให้ความสำคัญคือการบริหารพอร์ตลงทุน โดยสร้างรายได้เพิ่มจากการลงทุนในตราสารหนี้โดยที่ไม่เกิดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ รวมถึงระมัดระวังการลงทุนในตราสารหนี้ที่มี Duration ยาว ๆ เนื่องจากค่อนข้างผันผวนสูงไปตามท่าทีของทิศทางการเงินของธนาคารกลางและอัตราเงินเฟ้อ

ขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้อายุสั้นก็อาจมีความเสี่ยงจากการที่ต้องลงทุนใหม่เมื่อตราสารครบกำหนดอายุ ซึ่งจะมีความเสี่ยงมากขึ้นภายใต้ภาวะที่แนวโน้มดอกเบี้ยปรับลดลง

นอกจากนี้การลงทุนในตราสารหนี้เอกชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Investment grade หรือ High yield ก็ให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับตราสารหนี้รัฐบาล ขณะที่ตราสารหนี้ประเทศเกิดใหม่แม้จะน่าสนใจแต่โดยเปรียบเทียบแล้วยังน่าสนใจน้อยกว่าตราสารหนี้ในประเทศพัฒนาแล้ว

สำหรับโอกาสการลงทุนในตราสารหนี้ที่แนะนำในปี 2567 เน้นลงทุนในตราสารที่ให้ผลตอบแทนที่แท้จริงเป็นบวก เช่น ตราสารหนี้ในประเทศพัฒนาแล้วเนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากแล้ว โดยเฉพาะตราสารหนี้อายุสั้นที่ยังให้ผลตอบแทนสูงกว่าตราสารอายุยาว (Inverted yield curve) การลงทุนใน Mortgage-backed securities เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในภาคอสังหาริมทรัพย์อยู่ในระดับที่สูงมากและระดับราคาน่าสนใจ การลงทุนในตราสารหนี้ประเทศเกิดใหม่ เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่สูงจากอัตราดอกเบี้ยและค่าเงิน และลงทุนใน Inflation-linked bonds

ลงทุนในตราสารหนี้อายุสั้น เนื่องจากปัจจุบันให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าตราสารระยะยาว หรืออยู่ในภาวะ Inverted yield curve แต่ก็มีความเสี่ยงจากการที่ต้องลงทุนใหม่โดยอาจได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าเดิมได้เนื่องจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ต่ำลงในอนาคต ซึ่งต่างจากการลงทุนในตราสารระยะยาวที่สามารถ Lock ผลตอบแทนที่กำหนดให้คงอยู่ได้ยาวนานกว่า

ให้น้ำหนักการลงทุนที่มากในตราสารภาครัฐ แม้ว่าตราสารหนี้เอกชนจะให้ผลตอบแทนที่สูงมากกว่าก็ตาม แต่เนื่องจากส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนของตราสารภาครัฐและเอกชนเริ่มแคบลงจากช่วงก่อนหน้า (Credit spreads)

แนะนำลงทุนเงินเยน

แม้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะเป็นเหมือนการลงทุนที่ดีในช่วงที่เศรษฐกิจแย่ แต่มูลค่าปัจจุบันเริ่มดูแพงมากขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินประเทศอื่น ๆ การลงทุนในสกุลเงินอื่นนอกเหนือจากดอลลาร์สหรัฐจึงน่าสนใจมากขึ้น


เช่น ลงทุนในเงินเยนของญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากช่วยกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตลงทุนแล้ว ยังปกป้องเงินลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวนหรือตลาดแย่มาก ๆ และยังมีโอกาสให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้นในอนาคตอีกด้วย