ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่า จับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐคืนนี้

ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่า จับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐคืนนี้ นักวิเคราะห์คาดดัชนี CPI เดือน ม.ค.จะขยับขึ้นเพียง 0.2% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน และขยายตัว 2.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (13/2) ที่ระดับ 35.93/94 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนลงเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (12/2) ที่ระดับ 35.88/589 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยธนาคารกลางสหรัฐ สาขานิวยอร์กได้เปิดเผยผลสำรวจการคาดการณ์ของผู้บริโภคประจำเดือน ม.ค. คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐในอีก 1 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ระดับ 3% และในอีก 5 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ระดับ 2.5% เท่ากับผลสำรวจครั้งก่อน อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในอีก 3 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ 2.4% ถือเป็นตัวเลขคาดการณ์ที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2020 และปรับลดลงจากระดับ 2.6% ที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือน ธ.ค.

อย่างไรก็ตาม ในคืนนี้นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือน ม.ค.ของสหรัฐ เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังจากที่เฟดยุติการปรับขึ้นดอกเบี้ยมาสักระยะหนึ่ง ซึ่ง ณ ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 5.25-5.50%

โดยนักวิเคราะห์ในโพลสำรวจของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล คาดการณ์ว่า ดัชนี CPI เดือน ม.ค. จะขยับขึ้นเพียง 0.2% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน และขยายตัว 2.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี

สำหรับดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมราคาในหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือน ม.ค.เมื่อเทียบเป็นรายเดือน และขยายตัว 3.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี

สำหรับปัจจัยในประเทศ สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ประจำเดือน ม.ค. 2567 อยู่ที่ระดับ 54.8 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 54.8 ในเดือนก่อนหน้า จากผลสำรวจพบว่าประชาชนเริ่มมองหาอนาคตว่าเศรษฐกิจไทยค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นได้จากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวในประเทศ ตลอดจนภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง และสินค้าเกษตรที่มีราคาดีขึ้น

ดังนั้นเมื่อรวมกับปัจจัยที่คาดว่าจะเริ่มใช้งบประมาณรายจ่ายปี 2567 ได้ในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ จึงทำให้คาดการณ์ว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และเห็นการเติบโตทางเศษฐกิจที่ชัดเจนในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ นำมาซึ่งการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 67 ว่าจะเติบโตได้รวม 3.0-3.5% แต่หากรัฐบาลสามารถดำเนินโครงการแจกเงิน 1 หมื่นบาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ตได้เป็นรูปธรรม ก็จะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสเติบโตได้ใกล้เคียงกับ 4% มากขึ้น

ทั้งนี้นายธนวรรธน์ ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงการตัดสินใจเรื่องนโยบายอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า กนง.ต้องพิจารณาอย่างละเอียดและรอบด้าน ทั้งแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ สถานการณ์เศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งหากเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น กนง.อาจตัดสินใจไม่ปรับลดดอกเบี้ย แต่หากเห็นสัญญาณการทรุดตัวของเศรษฐกิจ ก็เชื่อว่า กนง.มีโอกาสที่จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงได้

แต่มติที่ประชุม กนง.ล่าสุดที่เสียงออกมาไม่เป็นเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ย 5 เสียง และลดดอกเบี้ย 2 เสียงนั้น ก็ทำให้เห็นโอกาสที่ กนง.จะลดดอกเบี้ยในระยะต่อไปมีมากขึ้น เงินบาทปรับตัวแข็งค่าอย่างมาก เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากการที่นักลงทุนขายทำกำไรในเงินสกุลดอลลาร์ก่อนการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐในคืนนี้ หลังเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าติดต่อกัน

โดยวันศุกร์ (9/2) ค่าเงินบาทอ่อนค่าสูงสุดในรอบ 2 เดือน ที่ระดับ 35.98 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงค่าเงินบาทยังได้รับอานิสงส์จากราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นในระหว่างวันจากระดับเปิดตลาดที่ 2,018.57 ดอลลลาร์/ออนซ์ สู่ระดับสูงสุดในระหว่างวันที่ 2,026.29 ดอลลาร์/ออนซ์ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.68-35.94 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.70/71 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (13/2) ที่ระดับ 1.0771/73 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (12/2) ที่ระดับ 1.0767 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป (ZEW) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 19.9 มากกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 17.4 และนับเป็นการเพิ่มขึ้นจากระดับ 15.2 ในเดือนก่อนหน้า

ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.0759-1.0777 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0766/67 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดเช้าวันนี้ (13/2) ที่ระดับ 149.40/43 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (12/2) ที่ระดับ 149.11/14 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยรายงานในวันนี้ว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เบื้องต้นของญี่ปุ่นประจำเดือนเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือน ม.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี มากกว่าการคาดการณ์ว่านักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.1% แต่เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ดัชนีราคาผู้ผลิตของญี่ปุ่นในเดือน ม.ค.ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 149.26-149.69 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 149.62/65 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ม.ค.ของสหรัฐ (13/2), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ม.ค. ของอังกฤษ (14/2), ตัวเลขยอดค้าปลีกเดือน ม.ค.ของสหรัฐ (15/2), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน ม.ค.สหรัฐ (16/2), และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือน ก.พ.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐ (16/2)


สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.00/-7.70 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -3.9/-1.95 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ