สงครามส่อดัน “เบี้ยประกัน” พุ่ง กระทบ “เมกะโปรเจ็กต์-ลงทุนพลังงาน”

เบี้ยประกันพุ่ง

“นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย” ชี้เบี้ยประกันภัยต่อโลกจ่อพุ่งขึ้นอีก 15-25% กระทบงานรับประกันโครงการ “เมกะโปรเจ็กต์-ธุรกิจพลังงาน” ต้นทุนพุ่ง แจง “ทิพยประกันภัย” เร่งต่อสัญญาโปรเจ็กต์ใหญ่ไปปลายปีที่แล้ว ตั้งเป้าเบี้ยปีนี้โต 3-5% ฟาก “กรุงเทพประกันภัย” ชี้รีอินชัวเรอร์โลกเพิ่ม “ความเสี่ยงสงคราม” ทำเบี้ยพุ่ง ตั้งเป้าเบี้ยรับรวมปีนี้โต 8%

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทิพยประกันภัย (TIP) ในฐานะนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ปี 2567 ยังเป็นปีที่ตลาดการรับประกันภัยต่อ (Reinsurance) ทั่วโลก ยังอยู่ในภาวะตลาดแข็งตัว (Hard Market) โดยปี 2566 ที่ผ่านมามีหลายเหตุการณ์ใหญ่ ๆ เกิดขึ้นทั่วโลกทั้งจากอุบัติภัย และผลกระทบจากฝีมือของคน ทำให้เกิดค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) ขนาดใหญ่ ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยต่อมีแนวโน้มปรับตัวสูงมากขึ้น

“ตอนนี้ บริษัทประกันในไทยมีการพูดคุยกันว่าต้นทุนของเบี้ยประกันภัยต่อเพิ่มสูงขึ้นมาก ในเบื้องต้นคาดว่าปีนี้เบี้ยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 15-25% โดยกลุ่มงานรับประกันภัยขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) จะถูกชาร์จเบี้ยมากที่สุด ดังนั้นบริษัทใดที่ยังไม่ได้มีการปิดสัญญาประกันภัยต่อจะค่อนข้างเหนื่อย”

ดร.สมพร สืบถวิลกุล
ดร.สมพร สืบถวิลกุล

สำหรับทิพยประกันภัยได้มีการต่อสัญญากับทุกบริษัทและทุกประเภทการประกันภัยไปแล้วเมื่อตอนสิ้นปี 2566 ซึ่งมีหลากหลายประเภทที่มีการชาร์จเบี้ยสูงขึ้น อาทิ การประกันภัยเบ็ดเตล็ด การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ และโครงการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงาน ที่จะมีต้นทุนค่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้น

ส่วนการแข่งขันรับงาน ทั้งในกลุ่มเมกะโปรเจ็กต์และการประกันรายย่อยนั้น ปีนี้เห็นชัดเจนว่ามีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะแข่งตัดราคาเบี้ยที่รุนแรงมาก ๆ เช่น ประกันภัยรถยนต์ที่ดัมพ์ราคาลงหรือเพิ่มค่าตอบแทนให้กับตัวแทนนายหน้า เพราะถึงแม้ว่าผู้เล่นในตลาดจะน้อยลงจากการถูกเพิกถอนใบอนุญาต แต่ผู้เล่นที่ยังอยู่ในตลาดก็ได้รับความเสียหายระดับหนึ่งจากวิกฤตโควิด ซึ่งต้องการเอาคืน จึงเกิดการแข่งขันสูงมาก แต่ก็เป็นความเสี่ยงหากบางบริษัทแข่งแบบไม่ระมัดระวัง จะมีปัญหาในเรื่องการจัดสรรประกันภัยต่อได้

ดร.สมพรกล่าวอีกว่า เป้าหมายของทิพยประกันภัยในปีนี้ คาดหวังเบี้ยประกันภัยรับรวมจะโตเป็น 2 เท่าของอุตสาหกรรม ที่คาดว่าจะเติบโต 3.5-4% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) ในส่วนของเบี้ยประกันภัยทรัพย์สิน (IAR) คาดว่าจะมีเบี้ย 20,000 ล้านบาท เติบโตระดับ 3-5% YOY ซึ่งอาจโตไม่มากเพราะมีฐานขนาดใหญ่ โดยตอนนี้เป็นงานภาครัฐสัดส่วน 35% ที่เหลือ 65% เป็นงานภาคเอกชน

ตอนนี้บริษัทจะมีงานในกลุ่มรถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูงที่อยู่ในไปป์ไลน์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และงานของโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นงานรับประกันของภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่

“เรากล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ทิพยประกันภัยมีความสามารถในการรับประกันภัย (Capacity) สูงที่สุดในไทย หรืองานขนาดใหญ่สุดที่รับประกันได้ มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท แต่สำหรับยุคนี้เนื่องจากงานเมกะโปรเจ็กต์เป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ ทุกบริษัทก็ต่างวิ่งแข่งขันกัน เพราะฉะนั้นการประกันภัยจะเป็นลักษณะประกันภัยร่วม (Coinsurance) แต่ทิพยประกันภัยส่วนใหญ่จะได้เป็นผู้นำ (Lead) เพราะเรามี Capacity ที่สูงสุดในตลาด”

นายอภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. กรุงเทพประกันภัย (BKI) กล่าวว่า ปีนี้ตลาดประกันภัยต่อโลกได้ Built-in ความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk) เข้าไปอยู่ในอัตราความเสี่ยงของการประเมินความเสี่ยงของตลาดประกันภัยต่อโลกในสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่อยู่ในสัดส่วนแทบจะไม่ต้องใส่ใจ เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) มีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

“ตอนนี้มีความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน อิสราเอลกับปาเลสไตน์ ยังมีความต่อเนื่องอยู่ และประเด็นต่อไปที่ทั่วโลกกำลังกังวลใจมาก คือความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อไรก็ตามที่มีการยิงกองเรือที่อยู่ในคาบสมุทร นั่นแปลว่าเป็นการประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาทันที ซึ่งประเด็นเหล่านี้อาจจะไม่เกิดขึ้นในปีนี้ก็ได้ แต่ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง”

ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน
ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในส่วนของเบี้ยประกันการบินสำหรับปีต่ออายุจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสูง เพราะการบินผ่านน่านฟ้าที่มีโอกาสเผชิญความเสี่ยงจากภัยสงครามมีมากขึ้น เช่นเดียวกับการขนส่งทางเรือในน่านน้ำต่าง ๆ ด้วย

อย่างไรก็ตาม ความเสียหายหลักที่มีผลกระทบต่อการขึ้นเบี้ยประกันภัยต่อโลกยังมาจากภัยธรรมชาติเป็นหลัก โดยปี 2566 มูลค่าความเสียหายจากภัยธรรมชาติทั่วโลกยังเกินระดับ 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งภัยใหญ่ ๆ อาทิ ไฟป่าฮาวาย, ฝนตกหนักในฮ่องกง เป็นต้น ทั้งนี้มองเบี้ยประกันภัยทรัพย์สินยังคงอยู่ในอัตราที่สูง ซึ่งอาจจะขยับตัวเพิ่มขึ้นไปได้อีกอย่างน้อย 5% จากที่เมื่อปีก่อนหน้าเพิ่มขึ้นไปกว่า 20%

“กรุงเทพประกันภัย ตั้งเป้าเบี้ยรับรวมปีนี้จะเติบโต 8% YOY หรือมีเบี้ยรับรวมแตะ 32,400 ล้านบาท โดยเบี้ยประกันภัยทรัพย์สินจะได้ประโยชน์จากเบี้ยที่สูงขึ้น โดยปีที่แล้วเบี้ยส่วนนี้เติบโตถึง 20% เป็นอันดับ 2 ของอุตสาหกรรม รองจากบริษัททิพยประกันภัยที่โต 36% เนื่องจากทิพยฯมีพอร์ตงานของกลุ่ม ปตท. ซึ่งมีการขยายการก่อสร้างและการขยายงานที่เติบโตขึ้น”